เปิดบทสัมภาษณ์ คุณรัฐการ จูตะเสน รองกรรมการผู้บริหาร ฟอร์ด มอเตอร์ ประเทศไทย

Home / Cars / เปิดบทสัมภาษณ์ คุณรัฐการ จูตะเสน รองกรรมการผู้บริหาร ฟอร์ด มอเตอร์ ประเทศไทย
Motto Auto All-Stars MottoRaka เสนอ section บทความใหม่เรียกว่า Motto Auto All-Stars…

Motto Auto All-Stars

MottoRaka เสนอ section บทความใหม่เรียกว่า Motto Auto All-Stars ที่จะนำพาผู้อ่านให้ได้รับข้อมูลข่าวสารเชิงลึกของตลาดรถยนต์ ผ่านมุมมอง ทัศนคติ และวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจ บุคลากรที่สำคัญทั้งภาครัฐ และเอกชนในตลาดรถยนต์

ในบทความนี้เราได้เกียรติพูดคุยกับรองกรรมการผู้บริหารของฟอร์ด ประเทศไทย คุณรัฐการ จูตะเสน (คุณต่อ) ผู้ซึ่งผ่านการทำงานจากบริษัทชั้นนำระดับโลกมาแล้วอย่าง  Nestle, Esso, และปัจจุบันนี้เขาคือหนึ่งใน asset ที่สำคัญของ Ford เราได้พูดคุยกับเขาเรื่องมุมมองการทำงาน การบริหาร และอนาคตของธุรกิจยานยนต์จากความรู้ และประสบการณ์โดยตรงในหลากหลายตำแหน่งและองค์กรที่สั่งสมมากว่า 29 ปีของเขา

คุณต่อเริ่มเส้นทางชีวิตการทำงานจากงานขายหรือ sales โดยเขาได้เล่าให้ฟังถึงงานแรกของเขา ซึ่งก็คือการคิดกลยุทธ์ที่ท้าทายสำหรับผลิตภัณฑ์จากต่างชาติและโจทย์คือทำอย่างไร หรือ จะ localize ผลิตภัณฑ์นี้ ในต่างจังหวัดของไทยให้สำเร็จได้อย่างไร ในช่วงเวลานี้เองคือบันไดสำคัญที่สุดขั้นหนึ่งของการเข้าใจผู้บริโภค โดยเขาอธิบายว่า “หน้าที่ของนักการตลาด คือการเข้าใจผู้บริโภค และ sales คือตำแหน่งหนึ่งที่ทำให้เขาได้เรียนรู้อย่างแท้จริง” สำหรับการทำงานในอุตสาหกรรมยานยนต์เขาได้อยู่ในวงการนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 19 ปีทั้งในเรื่องการพัฒนาดีลเลอร์รถยนต์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การพัฒนาองค์กร และอื่น ๆ


โอกาสยังมีอยู่เสมอ คำพูดที่เราได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ชี้ให้เห็นถึงรูปธรรม วิสัยทัศน์ ความหวัง และโอกาสที่จะฉิบฉวยในวิกฤตินี้ จากผู้บริหารฟอร์ด มอเตอร์ ประเทศไทย

ภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศไทยผ่านมุมมองผู้บริหารฟอร์ด มอเตอร์

คุณต่อได้อธิบายภาพรวมของอุตสากรรมยานยนต์ในประเทศไทยในยุคของการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด-19 ว่า หากเราย้อนไปในปี 2019 จำนวนรถที่ขายได้นั้นมี 1 ล้าน 4 หมื่นคัน จำนวนรถของฟอร์ดที่ขายนั้นก็คือประมาณ 50,000 คัน มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี และตลาดลงมาเหลือที่ 8 แสนคันในปี 2020 ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็จะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 23%

คุณต่อมีความคิดว่าตลาดรถยนต์จะเติบโตขึ้นประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้หลังจากสถานการณ์โควิด 19 นั้นจัดการได้ดีขึ้นโดยอ้างอิงจากข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติด้วย ซึ่งแบงก์ชาติได้บอกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ Gross Domestic Product (GDP) ของประเทศนั้นเพิ่มจะเพิ่มขึ้น 3.6% แต่ที่สำคัญ

ผู้บริโภคก็ยังมีความต้องการใช้รถยนต์อยู่ โดยเฉพาะรถปิกอัพที่มีสัดส่วนการเติบโตขึ้น 9% ใน 4 เดือนแรกของปีนี้ทั้งๆที่เราเจอผลกระทบโควิด ถึงสองระลอกในเดือนมกราคมและเมษายน ขณะที่ผู้บริโภคก็เริ่มกังวลกับการใช้รถสาธารณะมากขึ้น ดังนั้นยังมีความต้องการซื้อรถยนต์จากผู้บริโภคอยู่อย่างต่อเนื่อง

คุณต่อได้ตอบคำถามที่ว่าตอนนี้โควิดอีกระลอกเกิดขึ้นนั้นเขาในฐานะผู้บริหารของฟอร์ดมีความคิดเห็นอย่างไร ในเดือนเมษายน ตัวเลขที่ลดลงไปประมาณ 30% จากเดือนมีนาคม ก็อาจจะเป็นเพราะมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค แต่สำหรับเขามองว่านี่คือปัญหาระยะสั้น หลังจากนี้ความท้าทายหรือ challenge ที่ตลาดรถยนต์จะเผชิญจริง ๆ จะเป็นเรื่องของ  การขาดแคลนsemiconductor (เซมิคอนดักเตอร์นั้นคืออะไหล่อิเล็กโทรนิกส์ชนิดหนึ่งที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์ เช่น ถุงลมนิรภัย, แผงหน้าปัด, กล้องที่เป็นตัวช่วยในการจอดรถ, เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังต่าง ๆ รวมไปถึงตัวปั๊มเชื้อเพลิงและกระจก) ปัญหาการขาดแคลน semiconductor นั้นเป็นปัญหาระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ และ Consumer electronics หลายแห่ง

คุณต่อได้ขยายความให้เราได้เห็นภาพต่อว่า หากได้ติดตามข่าวต่างประเทศจะพบว่าบริษัทรถยนต์ชั้นนำได้มีการหยุด หรือชะลอการผลิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งแนวทางกรดำเนินงานหลังจากนี้คือการประเมินการ ว่าปัญหาการขาดแคลนชิปจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากน้อยเพียงใด  หากประเทศไทยได้รับผลกระทบ คุณต่อมองว่า ตลาดรถยนต์ในปีนี้ อาจจะมียอดขายรวมไม่เกิน 8 แสนคัน แต่ทว่าในมุมมองของคุณต่อนั้น ก็คิดว่าสิ่งนี้ยังมีข้อดีอยู่เพราะยังมี demand หรือความต้องการของตลาดในประเทศอยู่หากอิงจากข้อมูลการผลิตที่ลดลง demand ย่อมมากกว่า supply การแข่งขันที่จะเกิดขึ้นระหว่างผู้ผลิตรถยนต์ก็คือ ใครมีสินค้าและกลยุทธ์ที่ดี ย่อมมีโอกาส และหากจะให้สรุปนั้นใครที่บริหาร supply ได้ดีกว่าก็จะมี market share ที่มากกว่าซึ่งเห็นได้ว่า “โอกาสนั้นยังมีอยู่เสมอ”

เมื่อถามถึง ความคิดเห็นและถึงแนวโน้มของผู้บริโภครถยนต์ในประเทศ คุณต่อกล่าวว่า ถ้าจะให้สังเกตจริง ๆ ในช่วงโควิดเดือนเมษายนของปีที่แล้วหรือ 2020 ตลาดรถยนต์ในประเทศลดลง 50% แท้จริงแล้วเรื่องนี้ ไม่ใช่กระทบเพียงแต่ผู้ผลิต แต่ยังรวมไปถึงดีลเลอร์รถยนต์ต่าง ๆ พนักงาน คนทำงานในบางองค์กร ก็ยังมีความกลัวว่า บริษัทจะจ้างต่อหรือเปล่า ชีวิตยังจะ secure หรือมั่นคงหรือไม่ในหน้าที่การงาน ผู้ประกอบการที่ทำการค้าขายอาจจะต้องมีการปิดกิจการ เนื่องจากสถานการณ์โควิด จนยากเกินกว่าประเมินได้ แต่พอเกิดขึ้นจริงและน่าแปลกใจมากก็คือ ผู้คนยังมีกำลังซื้ออยู่ สมมุติว่าคน 6 หมื่นคน มีความประสงค์ที่จะซื้อรถยนต์ เขาอาจจะเลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อนและเมื่อ สถานการณ์คลี่คลายลงหลังจากเดือนเมษายน ก็แสดงถึง demand ที่ยังมีอยู่ ผู้จำหน่ายของฟอร์ดทุกแห่งก็ยังคงเปิดให้บริการ และมีมาตรการดูแลสุขอนามัยในโชว์รูมอย่างเข้มข้น เพื่อความปลอดภัยของลูกค้า และพนักงานทุกคน


การทำงานแบบ work from home ในมุมมองของฟอร์ด 

ในส่วนของการบริหารองค์กรโดยการทำงานจากที่บ้านหรือ work from home คุณต่ออธิบายจากความเห็น และประสบการณ์ส่วนตัวผ่านหลากหลายองค์กรว่า วันนี้ Ford ดูแลพนักงานได้อย่างดี ฟอร์ดนั้นไม่ได้ตัดสินใจ work from home บนมาตรฐานใดอื่นนอกจากการคำนึงถึงตัวพนักงานอย่างแท้จริง หากจะให้อธิบายที่มาที่ไป ก็ริเริ่มมาจาก ฟอร์ดในสหรัฐอเมริกา การทำงานจากที่บ้านนั้นเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมปีที่แล้ว โดยฟอร์ดเป็นบริษัทแรกๆ ในประเทศไทยที่ประกาศให้พนักงาน work from home และทำให้มั่นใจว่าการทำงานจากที่บ้านนั้นปลอดภัยที่สุด คุณต่ออยากจะให้มองว่าจุดที่สำคัญที่สุดของการ work from home นั่นคือการ ‘ไว้ใจในพนักงาน’เขากล่าวว่า เราจะเห็นได้ว่าหลาย ๆ บริษัทนั้น การ work from home จะต้องมีการเช็กเครื่องคอมพิวเตอร์ เข้าสู่ระบบ และต้องเช็กอินการทำงานตามระยะเวลาที่บริษัทนั้น ๆ กำหนด หรืออาจจะถึงขั้นว่าจะต้องเปิดกล้องตลอดเวลา นี่คือปัญหาที่แสดงว่าไม่เห็นภาพของการไว้ใจพนักงาน แต่ Ford นั้นกลับกันตรงที่ตัดสินใจด้วยพื้นฐานความไว้ใจ ความยากจริง ๆ ของการทำงานจากบ้านนั้น ไม่ใช่ ให้ทุกคนต้องทำงานตลอดเวลาและมอนิเตอร์ได้ แต่มันคือ การขาด interaction หรือปฏิสัมพันธ์ ยกตัวอย่างเช่น การรับพนักงานเข้าทำงานใหม่ สำหรับคุณต่อนั้น ให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างมาก ในการมีปฏิสัมพันธ์พูดคุย อย่างใกล้ชิด แต่ข้อจำกัดของการ work from home จะมีในส่วนของเรื่อง การประชุมออนไลน์ ในบางครั้งอาจจะเป็นปัญหาทางการสื่อสารผ่านน้ำเสียง ผ่านการที่ไม่เปิดกล้องหรือเห็นหน้ากัน ทำให้สารนั้นแตกต่างไปจากการพบเจอหน้ากัน สิ่งนี้คือ challenge ว่าจะบริหารอย่างไร ให้เกิด trust หรือความเชื่อมั่นจากพนักงาน

คุณต่ออธิบายต่อว่าหากจะให้นึกย้อนกลับไปถึงปีที่แล้ว ฟอร์ดเริ่มมาตรการ work from home หรือการ ทำงานแบบ hybrid มาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว และจากนี้ต่อไปก็ยังคงทำอยู่ นโยบายนี้ได้มีการทำแบบสอบถามหรือ survey สอบถามพนักงาน ให้ตัวเลือกกับพนักงาน ว่าอยากจะ work from home 100% หรือเปล่า หรือ อยากจะทำงานแบบไฮบริด หรืออยากจะกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ ปรากฏว่า 70-80% เลือกแบบไฮบริดแปลได้ว่าใน 1 อาทิตย์พนักงานอาจจะเข้ามาทำงานในออฟฟิส 1 ถึง 2 ครั้ง หากจะให้ถามคุณต่อโดยส่วนตัว เขากล่าวอย่างแน่ชัดว่าเขาแฮปปี้เอามาก ๆ เพราะในส่วนตัวคิดว่าการทำงานแบบนี้จะช่วยในเรื่องของ productivity ที่ไม่ได้กระทบถึง performance และ effective อย่างมาก ความหมายคือหากสามารถทำให้ พนักงานมี work-life balance ได้ รวมถึงมี passion ในการทํางาน อันนั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากแล้ว แบบนี้มันมีจุดสมดุลในตัวของมันเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าการทำงานจากบ้านนั้นสบาย ทว่าสิ่งนี้เปิดโอกาสให้คนทำงานได้ทำอย่างเต็มที่และลดการ burnout จากการทำงานได้อีกด้วย

คุณต่อยังแสดงความคิดเห็นกับการทำงานกับคนในหลาย ๆ generation ว่า น้องๆ รุ่นใหม่มีสไตล์เป็นของตัวเอง มีความกล้าคิด กล้าแสดงออก และกล้าแสดงความเห็น มีความทะเยอทะยานและต้องการเจริญก้าวหน้าในการทำงาน เราเองมีประสบการณ์ทำงานมาเยอะ ก็ต้องปรับสไตล์ในการทำงานด้วย ถือว่าเป็นพี่ที่โค้ชน้องดีกว่า บางเรื่องก็ต้องใช้ประสบการณ์ก็ต้องสอนเขา เพราะในบางเรื่องถ้าเราไม่ทำแบบนี้ก็อาจจะส่งผลตามมาได้ แต่ว่าในบางเรื่องก็ต้องให้เขาเป็นคนทำเพราะเขาต้องการที่จะแสดงออกมาให้เราเห็นว่าเขามีความสามารถ สามารถทำได้ ในบางเรื่อง เราแทบไม่ได้คุยกันแบบเจ้านายกับลูกน้องเลย แทบจะเป็นพี่กับน้องคุยกันด้วยซ้ำ พี่โปรโมทคนมาไม่ต่ำกว่า 20 ถึง 30 คน และหลายคนเป็น management ซึ่งเป็นความตั้งใจและความภูมิใจอย่างหนึ่งที่เรามีให้ เรามีโอกาสได้ส่งเสริมคนให้โตขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าการทำงานกับคนรุ่นใหม่มีความยากเหมือนกัน เพราะในบางครั้งการทำงานก็ต้องคล้องกันไป ภาพของการ lead ของเซลล์บางครั้งต้อง direct เพราะไม่อย่างนั้นทีมจะไม่สามารถทำงานไปในทิศทางเดียวกัน แต่เราจะไม่ฟังลูกน้องเลยก็ไม่ได้ อย่าไปคิดว่าประสบการณ์เก่า ๆ มาใช้วันนี้แล้วจะไปต่อได้ มีหลายอย่างที่มันเปลี่ยนไปอย่างเช่น พฤติกรรมของลูกค้า ทำให้เราต้องมาปรับเปลี่ยนวิธีการคิด และเปิดรับมุมมองใหม่ ๆ

บทสัมภาษณ์ผู้บริหาร ฟอร์ด มอเตอร์ ประเทศไทย รัฐการ จูตะเสน

กลยุทธ์ด้านดิจิทัลของฟอร์ดเป็นอย่างไร

ในภาพรวมของดิจิทัลทั้งประเทศมีอยู่ 40% เราต้องการขยับขึ้นไปถึง 50% แต่ว่าในกรุงเทพฯ บางพื้นที่ก็อยู่ที่ 80% มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าเราจะไปดิจิทัลเลย สมมุติว่าผมเป็นดีลเลอร์อยู่ในกรุงเทพฯ  และมีดิจิทัลอยู่ 90% ส่วนที่เหลือเป็นอย่างอื่น ข้อเสียคือ หนึ่งคุณจะไม่ได้ทำการตลาดแบบพื้นที่ ซึ่งยากต่อการจัด showroom event ด้วย สองคือ พฤติกรรมลูกค้า 65% คือการซื้อ เพราะฉะนั้นการแข่งขันด้านราคาจึงสูงมาก  ดังนั้นเมื่อมีสัดส่วนของ digital ที่มากเกินไปก็ไม่สามารถทำราคาที่เหมาะสมได้ ทางเซลล์เอง ก็ไม่สามารถดึงลูกค้าได้เมื่อทำ showroom activity สุดท้ายที่สำคัญของธุรกิจรถยนต์ คือ ปีถัดไปรถที่เคยเข้าศูนย์ก็จะไม่มี เพราะถูกขายออนไลน์ ไม่มีความผูกพันกับผู้จำหน่ายหรือพนักงานขาย ดังนั้นภาพที่เราแนะนำได้คือ ถ้าวันนี้ไม่ทำในสัดส่วนที่ต่ำกว่าปกติคุณควรจะเพิ่ม หากไม่ทำในพื้น ผู้ค้ารายอื่นอาจจะมาแย่งขาย จึงจะทำให้เสียโอกาสไปมาก

ถ้าเราไปดูใน Google Search จะเห็นได้ว่าธุรกิจรถยนต์มีการค้นหามากพอ ๆ กับธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เยอะเอามาก ๆ นั่นแสดงให้เห็นว่าบ้านเรามีการเข้าไปค้นหารายละเอียดการซื้อรถจาก Google มาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท้าทายสำหรับโรงงานที่รับผลิตสินค้า หรือ Original Equipment Manufacturer (OEM) ในตอนนี้ก็คือการคิดว่าจะทำ platform e-commerce ให้ออกมาอย่างไร หากเป็นธุรกิจอื่นก็จะดูและตัดสินใจซื้อได้เลย แต่ในธุรกิจรถยนต์นั้นอาจจะไม่ใช่ ลูกค้าใช้เวลานานกว่าจะตัดสินใจซื้อรถ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง และยังต้องการทดลองขับด้วย ดังนั้น ตอนนี้สิ่งที่ท้าทายคือเราจะทำอย่างไรใน platform online ให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็ว

ทุกวันนี้ผู้บริโภคเข้าถึงสื่อแบบ omni-channel อยู่แล้ว ลูกค้ามีการเลือกสินค้าและเปรียบเทียบราคาได้ด้วยช่องทางออนไลน์ มีตัวเลือกในใจอยู่แล้วก่อนเดินเข้าโชว์รูม การดูแลลูกค้าให้ดี สร้างความประทับใจในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และจูงใจลูกค้าให้อยู่กับเราจึงเป็นทักษะสำคัญที่ผู้จำหน่ายแต่ละรายต้องมี

คุณต่อ ผู้บริหารฟอร์ด มอเตอร์ ยืนข้าง Ford Everest

อะไรที่สำคัญที่สุดในตลาดรถยนต์ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นโอกาส ความท้าทาย หรือ ปัญหาอุปสรรค ในปีนี้

เราต้องมีผลิตภัณฑ์ หรือ product ที่ทำให้ลูกค้าเห็นแล้วร้อง “ว้าว” พอเรามี product ที่ทำให้ลูกค้าตื่นตาตื่นใจได้แล้ว จะทำให้สินค้าเราเกิดความแข็งแกร่ง สามารถสร้าง brand presence ในตลาดได้ การนำเสนอผลิตภัณฑ์อะใหล่ที่มีคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้ เรื่องของเทรนด์รถในอนาคต รถยนต์ไฟฟ้า นี่ก็จะเป็นความท้าทายที่เราจะได้เจอในธุรกิจรถยนต์ อีกทั้งพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไปในการเลือกซื้อรถยนต์ออนไลน์มากขึ้น การรับข่าวสารผ่าน social media มากขึ้น ดังนั้นความท้าทายเหล่านี้ก็ต้องไว และมีขั้นตอนการจัดการที่ positive อยู่ตลอดเวลา

ความคิดเห็นเกี่ยวกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ตามทัศนะของต่อ รัฐการ

ต้องยอมรับว่าในอีก 14 ปีข้างหน้ารัฐบาลประกาศว่า จะทำให้ท้องถนนมีแต่รถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ที่ใช้น้ำมันนั้นจะหมดไป ซึ่งนั่นก็จะเป็นโครงการที่ท้าทายอย่างหนึ่ง การที่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) จะเกิดหรือไม่ มันก็เปรียบเสมือนไก่กับไข่ ทั้งในเรื่องของราคารถยนต์ EV เองยังมีราคาที่สูงกว่ารถยนต์ตามท้องตลาดอยู่เยอะ นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งในปัจจุบันมีสถานีชาร์จไฟอยู่กว่า 1,000 แห่ง ดังนั้นคนที่จะใช้รถประเภทนี้จะเป็นกลุ่มคนที่คำนึงถึงเรื่องของ Ecosystem หรือ ระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่น้ำมันหมดแล้วไปเติม แต่ยังต้องมีเรื่องของระบบชาร์จไฟที่บ้าน

หากถามว่ารถยนต์ EV ในประเทศไทยจะเติบโตได้แค่ไหน ก็ต้องกลับไปดูในส่วนของตลาดโลก เพราะในปัจจุบันมีสัดส่วนนี้เพียง 2% เท่านั้น เราขายรถยนต์ทั่วโลกที่ 80 ล้านคัน แต่มีรถยนต์ไฟฟ้าอยู่เพียงแค่ 1.6 ล้านคัน และในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่อยู่ที่ประเทศจีน ที่เหลือหากดูตามประเทศที่มีการรณรงค์ให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบบญี่ปุ่นหรือยุโรป ยังคงยากที่จะเกิดในหลายประเทศ แต่รถประเทศไฮบริดหรือปลั๊กอินไฮบริดกลับเป็นที่แพร่หลายมากกว่  ดังนั้น หากถามว่ารถยนต์ EV จะมีการเติบโตได้เมื่อไหร่ ก็ต้องบอกได้ว่าเมื่อแบตเตอรีมีราคาที่ถูกลง ในวันที่ราคาของรถยนต์ EV มีราคาที่สูงกว่ารถยนต์ตลาดเล็กน้อย การเติบโตของรถยนต์ EV ก็จะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ต้องมาดูอีกว่าไฟแนนซ์จะจัดให้หรือเปล่า ราคารถมือสองจะเป็นอย่างไร เพราะคนไทยค่อนข้างใส่ใจกับราคารถมือสองอย่างมาก ซึ่งเหตุนี้เองก็จะทำให้มีความท้าทาย ซึ่งเป็นเรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ

ความสำเร็จในมุมของรัฐการ จูตะเสน

คนที่ประสบความสำเร็จจะต้องมี passion และ perseverance หรือความหลงใหลกับสิ่งที่ตัวเองทำและมีความทรหด ซึ่งนี่ก็คือปรัชญาที่คุณต่อดำเนินในชีวิตทั้งส่วนตัวและการทำงาน ซึ่ง นิสัยเหล่านี้ รวมไปถึงเรื่อง leadership นั้น สามารถนำไปใช้กับองค์กรได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่นคนที่ทำงานให้เรา ไม่ใช่เพราะเราเป็นบอสเขา หรือว่า position ที่สูงกว่าเขา แต่จริงๆแล้วเขาทำงานให้เราเพราะเขาอยากทำงานให้เรา และเขามีความเชื่อในตัวเรา จริงๆแล้วในการทำงานเรื่องของ technical skills มีความสำคัญอยู่แค่ 15% ที่สำคัญที่สุดอีก 85% คือเรื่องของคนซึ่งเขาให้ความสำคัญเรื่องบุคลากรและพนักงานมากที่สุด

แนวคิดและคำแนะนำสำหรับผู้บริหาร

เขาได้พูดว่าส่วนตัว “พี่มี passion ในการทำงาน พี่ก็จะยึดหลัก do it with passion or not at all อยู่เสมอ” คุณต่อปิดท้ายโดยการยกตัวอย่าง ช่วงตอนทำงานการขานที่เขาหลงรักว่า “ณ ตอนนี้พี่อยู่งานขาย  ถ้าเราทำด้วย passion  เราก็จะไม่รู้สึกเครียด เรามีเป้าหมายที่เราต้องการเอาชนะ มันไม่ได้มีเรื่องเงิน เรื่องตำแหน่ง เข้ามาเกี่ยวข้อง บางทีเวลาวันหยุดไปหา dealer เราไม่ได้มีความรู้สึกเหนื่อย เพราะเรามีความรู้สึกว่าเราทำงานด้วย passion”

รัฐการ จูตะเสน กับ ฟอร์ด เรนเจอร์


ขอขอบคุณ คุณรัฐการ จูตะเสน รองกรรมการผู้บริหาร บริษัท ฟอร์ด ประเทศไทย

เครดิตรูปภาพ: ฟอร์ด มอเตอร์ ประเทศไทย