เปิดบทสัมภาษณ์ คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งประเทศไทยและผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

Home / Cars / เปิดบทสัมภาษณ์ คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งประเทศไทยและผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
“การที่เราจะเดินไปข้างหน้า หรือจะทำอะไรก็ตาม ควรคิดภาพของอนาคตไว้ให้เป็นหลัก” กฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยและผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย อย่างที่ทราบกันว่ายานยนต์ไฟฟ้านั้นเริ่มมีความนิยม…

การที่เราจะเดินไปข้างหน้า หรือจะทำอะไรก็ตาม ควรคิดภาพของอนาคตไว้ให้เป็นหลักกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยและผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

อย่างที่ทราบกันว่ายานยนต์ไฟฟ้านั้นเริ่มมีความนิยม แพร่หลายไปทั่วโลก และประเทศไทยก็เห็นตัวเลขผู้ใช้เติบโตขึ้นอย่างเป็นระยะ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้านั้นคาดว่าจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตและมีผลต่อธุรกิจยานยนต์ ทั้งประโยชน์ของพลังงาน ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันและในประเทศก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มากในหลากหลายมิติทั้งความพร้อมของเครือข่ายการให้บริการอัดประจุไฟฟ้า ความสนใจของผู้ใช้ ฯลฯ ดังนั้นในบทความนี้ Motto Auto All-Stars พาคุณอ่านบทสัมภาษณ์แบบ exclusive กับ คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้สวมหมวกผู้บริหารสองใบ ทั้งนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เพื่อที่จะให้เราได้เข้าใจบริบทยานยนต์ไฟฟ้าโลก รวมถึงอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย

กฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมรถไฟฟ้าประเทศไทย 

ทำความรู้จักกับคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ (คุณจอน) นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยและผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

ก่อนการสัมภาษณ์คุณจอนที่มีหน้าที่เป็นทั้งผู้บริหารและนายกสมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หากได้ยินตำแหน่งผู้บริหารนั้นเราคงจะมีความคิดที่ว่าผู้บริหารนั้นอาจจะต้องมีพื้นฐานการศึกษา ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ หรือสาขาที่ใกล้เคียงในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ในกรณีนี้ ไม่เลย คุณกฤษฎานั้น จบการศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์บัณฑิต ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จาก University of Colorado at Boulder ซึ่งคุณจอนอธิบายว่า เมื่อก่อนนั้นเขาชื่นชอบในเรื่องของรูปทรงศิลปะหรือ ดีไซน์ การออกแบบ แต่เขาพบว่า ศิลปะ มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคล บางทีสิ่งที่เรามองว่าสวย คนอื่นอาจจะมองว่าไม่สวย ซึ่งเมื่อสัมผัสจริง ๆ แล้ว เขามีความรู้สึกว่า อาชีพนี้คงไม่ใช่ตัวเขา หากต้องการอะไรที่เป็นบรรทัดฐาน มีกฎเกณฑ์ เขาจึงตัดสินใจศึกษาต่อในสาขา บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) จาก Oklahoma City University โดยโฟกัสไปที่ การเงิน และระบบสารสนเทศ เพราะรู้สึกว่ามันมีกฎเกณฑ์ของมันมีตรรกะของมัน หลังจากจบการศึกษาเป็นช่วงเวลาที่งานด้านไฟแนนซ์นั้นกำลังเป็นที่ต้องการของประเทศไทยจึงได้เริ่มทำงานให้กับ บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCG (Siam Cement Group) ในกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งที่นี่เองที่เขาได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาในการทำงานจริง หลังจากนั้น ก็ได้มาทำงานให้กับ BMW Group Thailand ในตำแหน่ง Dealer Network Development ซึ่งเกี่ยวกับการหาดีลเลอร์ ใหม่ ๆ ในประเทศไทย รวมถึงการพัฒนาศูนย์บริการของดีลเลอร์ที่มีอยู่ คุณจอนแสดงความเห็นว่าการทำงานในตำแหน่งนี้ทำให้เขาได้ เรียนรู้อย่างมากเกี่ยวกับธุรกิจยานยนต์ ไม่ว่าการได้พูดคุยกับนักลงทุนต่าง ๆ  การทำแผนธุรกิจ ตรวจสอบแบบโครงสร้างอาคาร และจุดนี้เองที่เขาได้ใช้ความรู้จากสถาปัตยกรรมมาประยุกต์ใช้อย่างไม่ได้คาดคิดมาก่อนด้วย  ต่อมาเขาได้มีส่วนร่วมใน แผนก BMW Premium Selection ซึ่งเกี่ยวกับ Used Car Certified Program ที่ครอบคลุมการให้ warranty ของรถยนต์ BMW มือสองแก่ผู้ใช้ ถัดมาคือการเป็นแม่ทัพของแบรนด์ MINI ในประเทศไทย ซึ่งเป็นแบรนด์ที่อยู่ในเครือของบีเอ็มดับเบิลยู หน้าที่ของเขาคือ วางแผนแบบ full function ทั้งเรื่องของการวางแผนการขาย การนำเข้า การทำการตลาดในประเทศไทย และปัจจุบันคือ Director of Corporate Communications หรือ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กรนั่นเอง

คุณกฤษฎาได้ยกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาตระหนักถึงเทคโนโลยีว่า เมื่อก่อนมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Cathode Ray Tube (CRT: หลอดภาพทีวีตัวที่ยิงแสงมาจากด้านหลังไปที่จอข้างหน้า) ตอนที่ทำโปรเจคนำเสนอโครงการนี้เพื่อขอกู้เงินลงทุนให้บริษัทลูกของ SCG เขาได้เริ่มคิดเมื่อได้เห็นโทรทัศน์จอแบนและคิดในใจว่าตัว CRT จะอยู่อีกสักกี่ปีเทคโนโลยีนี้เมื่อถึงวันหนึ่งก็จะต้องถูกล้มเลิกไปเพราะเทคโนโลยีจะถูกแทนที่ ปัจจุบันที่เราเห็นได้ชัดว่าโทรทัศน์นั้นถูกพัฒนาไปไกลมาก มีทั้ง LCD, OLED ที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ CRT ณ วันนี้ก็ไม่ได้ถูกใช้งานอีกต่อไป เขากล่าวต่อว่า อดีตที่เราเคยผ่านเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีมาในยุคของรถยนต์ไฟฟ้าตอนนี้ก็คล้ายกับเทคโนโลยีของ CRT มันคือการเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีหนึ่ง ไปสู่อีกหนึ่งอัน หากเราย้อนกลับมาดู ไปราวๆ 10 ปีข้างหน้า เราน่าจะเห็นรถยนต์ไฟฟ้าใช้งานอย่างแพร่หลาย “จากอดีตที่ผ่านมาเราก็เลยมองเป็นเรื่องของประสบการณ์ มองในเรื่องของอนาคตเป็นส่วนมาก ในการที่เราจะเดินไปหน้า ในการที่เราจะทำอะไรก็ตาม คิดภาพของอนาคตไว้ให้เป็นหลัก”

กฤษฎา อุตตโมทย์ กับรถยนต์ BMW i3 รถไฟฟ้า

การเข้าร่วมเป็นสมาชิกและบทบาทนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยหรือ Electric Vehicle Association of Thailand (EVAT)

สืบเนื่องมาจากวิสัยทัศน์ของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นั้นมีความต้องการที่จะผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย มีภารกิจหลักคือการลดมลภาวะ โดยเฉพาะในภาคการขนส่งและการใช้งานของผู้บริโภค โดยจุดนี้ก็ตรงกับสิ่งที่คุณจอนนั้นสนใจอยู่แล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ mission นี้ยังตรงกับทาง BMW ด้วย EVAT คุณจอนอธิบายว่า EVAT นั้นมีความจริงจังที่จะทำในเรื่องของ sustainability โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้ใช้ และนโยบายที่ สนับสนุนผู้ใช้ สมาคมนั้นได้ร่วมหารือกับทางภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อที่จะเสนอ ให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น รวมถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดที่จะทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเป็น zero emission vehicles หรือ ยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2035 และการที่จะทำให้เป้าหมายลุล่วงนั้นจำเป็นจะต้องกระตุ้นให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายหันมาร่วมกันผลักดันภาคการผลิตและภาคการใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้น หน้าที่ของสมาคมหลัก ๆ คือ 1. การผลักดันและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย 2. การสนับสนุนความรู้เชิงวิชาการและการวิจัย 3. การให้ข้อมูลผู้ใช้และนโยบายการใช้ 4. การประชาสัมพันธ์ความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนทั่วไป ในอดีตจนถึงปัจจุบัน นั้นมีหลากหลายโครงการที่ EVAT ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลักดัน อย่างเช่น โครงการที่ปัจจุบันยังทำอยู่ซึ่งโครงการนี้ก็ริเริ่มโดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเอง เรียกว่า EVAT Charging Consortium (ภาคีเครือข่ายของผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ) ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมการให้บริการผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเป็นความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบไปด้วย หน่วยงานผู้ให้บริการการอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะต่างๆ EVAT เริ่มด้วยการมองเห็นปัญหาของผู้ให้บริการอัดประจุไฟฟ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ตามที่ต่าง ๆ ยังไม่เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย จึงเป็นปัญหาและความลำบากของผู้ใช้ ด้วยการที่ผู้ใช้รถยนต์นั้นไม่สามารถที่จะใช้บริการข้ามเครือข่ายไปใช้ของผู้ให้บริการรายอื่นที่ตัวเองไม่ได้เป็นสมาชิก ตรงนี้เองที่เป็น pain point ที่ EVAT เล็งเห็นแนวทางที่จะแก้ไขเพื่อให้ผู้ใช้ได้เข้าถึงบริการของผู้ให้บริการได้อย่างสะดวกมากขึ้น

Charging Consortium ของ EVAT

ภาพรวมของบริบทยานยนต์ไฟฟ้าของไทยและของโลกเป็นอย่างไร ปัจจุบัน?

ถ้าเรามองในเชิงของการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเทศก็จะมีการใช้ไม่เหมือนกัน ทางยุโรปจะเห็นได้ว่าปีที่แล้วมีการเติบโตที่สูงมากมากถึง 137% เหตุผลหลัก ๆ คือมาจากทางนโยบายของทางสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั่วไปเฉลี่ยที่ 95 กรัมต่อกิโลเมตร เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ทำให้ค่ายรถต้องพยายามพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ให้เป็นระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ามากขึ้นรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปายในจะมีอัตราการคายคาร์บอนไดออกไซด์ที่ไม่สามารถเป็นศูนย์ได้ จึงทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทดแทน และโดยเฉพาะประเทศในสแกนดิเนเวียที่มีการสนับสนุนผู้ใช้อย่างชัดเจนมาก หากย้อนกลับมาดูทางแถบเอเชีย และใกล้บ้านเราอย่าง South East Asia โดยโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ประเทศไทยเราเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์ในภูมิภาคนี้ซึ่งถ้าเทียบยอดการผลิตกับประเทศเพื่อนบ้าน เรามียอดการผลิตที่สูงกว่ามาก เราเคยมียอดการผลิตสูงสุดมากกว่า 2 ล้านคัน แต่ปีที่แล้วเรามียอดการผลิตประมาณ 1 ล้าน 4 แสนคัน หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่มียอดการผลิตเพียง 6 แสนคันเท่านั้น เรียกได้ว่าเรายังคงมีฐานการผลิตทั้งเพื่อการขายในประเทศและการส่งออกเทียบเป็นครึ่งต่อครึ่ง ในเชิงของการผลิตรถยนต์เราเคยอยู่ในอันดับที่ 11 ของทั้งโลก ณ สิ้นปี 2019

สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ ยอดการผลิต 2 ล้านคัน หากแบ่งออกมาครึ่งนึงก็จะเหลือราวๆ 1 ล้านคัน เพื่อการส่งออก เป็นตลาดที่เรากำลังจะเห็นการเปลี่ยนแปลง และแน่ชัดว่าในปี 2030 เราจะเริ่มเห็นการระงับให้จดทะเบียนรถยนต์ใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE BAN) ในหลายประเทศทั่วโลก เท่ากับว่าตลาดการส่งออกของเราราว 50% กำลังจะเริ่มหดตัวลงหากเราไม่ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีของเราไปเป็นยานยนต์ไฟฟ้า นี่ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ภาครัฐและทางสมาคมเห็นตรงกันว่า เราจะต้องปรับตัวก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ “Last Man Standing in ICE” หรือเป็นคนสุดท้ายในโลกที่ยืนอยู่บนเทคโนโลยี ICE ดังนั้นเราจึงพยายามวางเป้าหมายว่านับจากนี้ไปเป็นขั้นตอนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เราควรจะต้องเปลี่ยนหรือมีการปรับตัวอย่างไรบ้างให้ทันกับกระแสโลกที่จะเป็นเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ” โดยมีรองนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานและทาง EVAT ก็เข้าไปร่วมทำงานอยู่ในคณะอนุกรรมการ 3 ใน 4  คณะ ที่เข้าไปดูในเรื่องของนโยบายในการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า เพราะฉะนั้นแล้วก็จะมี คณะอนุกรรมการที่ดูเรื่องของการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิต คณะอนุกรรมการที่ดูเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานและแบตเตอรี่ และคณะอนุกรรมการการส่งเสริมการใช้ ทั้ง 3 คณะที่กล่าวมาก็จะเป็นคณะที่ทางสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในการวางแผนและให้ความคิดเห็นต่าง ๆ โดยรวบรวมความเห็นจากทางสมาชิกซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชน และภาควิชาการ

กฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการแผนกสื่อสารองค์กรบีเอ็มดับเบิลยูในรถสามล้อไฟฟ้า

อุปสรรคของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

ตอนนี้ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เป็นหนึ่งในคณะทำงานที่มีส่วนร่วมในการร่างนโยบายเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้กับประเทศด้วย และในขณะนี้ คณะอนุกรรมการในแต่ละคณะ กำลังรวบรวมความคิดเห็นรวมถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดว่ามีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมอย่างไรบ้าง เช่น โครงสร้างภาษี ซึ่งหลังจากนี้เราก็จะเริ่มกลั่นกรองว่าจะนำเรื่องไหนมาใช้บ้างเพื่อขับเคลื่อนให้เร็วที่สุด อุปสรรคในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศคงจะคล้ายกับในหลายประเทศที่เริ่มมาใช้เทคโนโลยีใหม่ หลัก ๆ แล้วจะมีในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ยกตัวอย่างเช่นในอดีตเราใช้รถยนต์สันดาปภายในที่เราไม่ต้องกังวลในเรื่องของการเติมน้ำมัน แต่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเราจะต้องวางแผนมากขึ้นเพราะยังมีในเรื่องของข้อจำกัดของแบตเตอรี่ซึ่งไม่สามารถวิ่งเทียบเท่าได้กับรถยนต์สันดาปภายใน เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการวางแผนอย่างดี ดังนั้นตัวเลือกแรกของคนที่จะใช้รถยนต์ไฟฟ้าในการชาร์จไฟฟ้าคือชาร์จที่บ้าน  แต่ถ้าชาร์จที่บ้านไม่พอก็ต้องไปพึ่งตามสถานีชาร์จต่าง ๆ ตรงนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้คนมั่นใจในการใช้ เพราะฉะนั้นแล้วเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า จะต้องไปด้วยกันกับจำนวนรถที่เติบโตมากขึ้น ทุกวันนี้การจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าสะสมทุกประเภทตั้งแต่ปี 2015  จนถึงปี2020 มีประมาณ 5,600 คัน ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณ 2,200 คันเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อ จากจำนวนเท่านี้เรานับจำนวนสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะที่นับตามจำนวนหัวจ่าย มีอยู่ประมาณ 2,177 หัวจ่ายทั่วประเทศ  เพราะฉะนั้นเทียบได้ว่าแทบจะเป็นอัตราส่วน 1:1 เลย ณ ปัจจุบันนี้  ซึ่งถือว่าเยอะมาก แต่ในอนาคตเรากำลังจะไปไกลกว่านั้นเพราะตรงนี้เป็นเพียงแค่ตัวเลขเริ่มต้น ซึ่งเราเห็นการเติบโตของ zero emission vehicle (ZEV) ตามแผนพัฒนาของทางภาครัฐภายในปี 2035  ตัวเลขเป้าหมายจะอยู่ที่ 6 ล้านคัน ที่เป็นรถยนต์และรถปิคอัพไฟฟ้า ZEV เพราะฉะนั้นสถานีชาร์จก็จะต้องโตตามไปด้วย และเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่คนเข้าถึงได้ง่าย


เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ในปีนี้คืออะไร มีนโยบายอย่างไร?

เป้าหมายของทางสมาคมตอนนี้ก็ยังอยู่ในภารกิจของเราคือการสนับสนุนให้เกิดยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในภาคขนส่งไม่ว่าจะเป็น รถจักรยานยนต์ รถสามล้อ หรือรถสี่ล้อก็ตาม เราก็อยากจะเห็นการใช้อย่างแพร่หลาย และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในบ้านเราเติบโตขึ้น การขับเคลื่อนหลักในเชิงนโยบายต้องยกให้กับคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เราเองก็มีความภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนร่วมกับทางภาครัฐ เพื่อให้เห็นการเติบโตในภาคอุตสาหกรรม และสิ่งที่เรามองว่าสำคัญมากคือเรื่องของการปูทางของระบบการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นระดับ ปวช. ปวส. หรือ ปริญญา ก็ดี ตรงนี้มีอะไรที่เราจะต้องพยายามเชื่อมต่อความรู้ความเข้าใจจากผู้ประกอบการ และค่ายรถยนต์ กับสถาบันการศึกษาต่างๆเพราะเทคโนโลยีและความต้องการในการจ้างงานมาจากผู้ประกอบการเป็นส่วนใหญ่ จึงอยากทำให้แพลตฟอร์มตรงนี้ขยายใหญ่ขึ้น ทั้งทางสายช่างเทคนิคของศูนย์บริการ หรือที่ของโรงงานด้วย

กฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการแผนกสื่อสารองค์กร

ความกังวลของผู้ที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาแล้ว การประเมินราคาและขายทอดตลาดมือสอง

จากการพูดคุยและหารือร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว คุณจอนมีความเห็นว่าช่วงนี้ตลาดของรถยนต์มือสองเป็นเรื่องของ supply และ demand  ถ้าคนที่มีรถยนต์ไฟฟ้าและต้องการจะขายต่อราคาจะดีมาก เพราะ supply ในตลาดยังมีจำนวนน้อย ดังนั้นตอนนี้หากใครอยากจะขายก็จะได้ราคาดีมาก เต็นท์รถเองก็อยากได้เพราะเป็นอะไรที่ใหม่มาก ส่วนในเรื่องของสิ่งที่คนกังวลมากคือแบตเตอรี่ Lithium Ion ถ้าดูเทรนด์ในเรื่องของต้นทุน จะเห็นว่าได้หลายสิบปีที่ผ่านมา แนวโน้มของราคาต้นทุนแบตเตอรี่นั้นถูกลงเรื่อย ๆ จากแรกเริ่มที่ราคาแบตเตอรี่แพ็คอยู่ที่หลักแสน ต่อไปเราจะได้เห็นอยู่ในราคาหลักหมื่น ดังนั้นในอนาคตเรื่องราคาของแบตเตอรี่จะไม่ใช่ข้อกังวลหลักเหมือนในอดีตที่เคยเป็น รวมไปถึงค่าบำรุงรักษาต่าง ๆ ที่น้อยกว่า เรียกว่าถ้าซื้อรถไป 1 ครั้งอาจจะเข้ามาที่ศูนย์บริการอีกที 2 ปีข้างหน้า รวมถึงความรู้สึกในการขับรถยนต์ไฟฟ้าที่ให้อัตราเร่ง ความปราดเปรียว คนละแบบกันกับรถยนต์ทั่วไป ดังนั้นจึงมองว่าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป และเชื่อว่าคนที่ได้มาทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้ามีโอกาสน้อยมากที่จะกลับไปใช้รถยนต์แบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน


แนวโน้มที่จะทำให้เกิดรถยนต์และรถปิคอัพไฟฟ้า 6 ล้านคันภายในปี 2035 นี้ มีปัจจัยอะไรที่สำคัญที่สุดที่ควรทำก่อน

ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราเริ่มจะทำความเข้าใจและเป็นการเรียนรู้การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีช่วงต้น ดังนั้นจึงไม่แปลกใจ และแน่นอนว่าหลายคนต้องมองว่าถ้าเราจะขับรถยนต์ในระยะทางไกล รถยนต์ที่ใช้น้ำมันต้องตอบโจทย์มากกว่า เพียงแต่อยากจะให้มองว่า เราอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนเทคโนโลยีมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า เหมือนกับในอดีตยุคหนึ่งที่เราเคยใช้โทรศัพท์แป้นพิมพ์ แล้ววันนึงเราเปลี่ยนมาใช้เป็นสมาร์ทโฟน เมื่อเปลี่ยนมาแล้วแล้วก็ไม่อยากจะกลับไปใช้โทรศัพท์แบบแป้นพิมพ์อีก เพราะสมาร์ทโฟนตอบโจทย์เราในทุกด้าน รถยนต์ไฟฟ้าก็เช่นกัน ระยะทางที่เราเห็นว่าสามารถทำได้ก็จะถูกปรับเปลี่ยนและพัฒนาขึ้นไป ในอดีตรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็ก ๆ สามารถวิ่งได้ 200 กิโลเมตรต้องถือว่าดีแล้ว แต่ตอนนี้ระยะทางเพิ่มขึ้นมากขึ้นกว่าเดิมเป็นกว่า 500 กิโลเมตร เพราะฉะนั้นก็เริ่มจะใกล้เคียงกับรถยนต์น้ำมันแล้ว

เมื่อเราเริ่มมีตัวเลือกในตลาดเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเรามีโมเดลที่เป็นที่นิยมด้วยราคาที่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท และมีค่าบำรุงรักษาที่น้อยลง คนก็จะเริ่มยอมรับในรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยแนวโน้มของโลกก็เป็นแบบนี้เช่นกัน และถ้าได้มาตรการการสนับสนุนจากทางภาครัฐเข้ามาช่วยผู้ใช้ด้วย เช่นการสนับสนุนผู้ใช้ด้วยมาตรการทางภาษี ก็น่าที่จะเห็นอัตราการเติบโตที่เร็วขึ้น ส่วนจะเข้าไปใกล้เป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ เราต้องตั้งเป้าไว้ก่อนแล้วปรับเปลี่ยนเป้าหมายตามสถานการณ์ตามความจำเป็นว่าท้ายที่สุดแล้วเราเข้าไปใกล้มากน้อยแค่ไหน


ธุรกิจอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นภายใต้ยานยนต์ไฟฟ้า?

เราเริ่มเห็นบริษัทสตาร์ทอัพในทุกประเทศ รวมถึงในเมืองไทยมากขึ้น ยกตัวอย่างบริษัทที่ทำเรื่องของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เราเริ่มเห็นแนวโน้มของการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เป็นแบรนด์คนไทยที่เกิดขึ้น แต่คิดว่าสิ่งที่น่าจะเข้าไปพัฒนาระบบต่าง ๆ ในรถยนต์ไฟฟ้าก็มีขีดความสามารถจะเข้าไปทำได้ ตัวอย่างหนึ่งของสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย Thailand Energy Storage Technology Association (TESTA) ตรงนี้ก็เป็นความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน รวมทั้งสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  (สวทช), มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ) เพื่อสร้างเครือข่ายการดำเนินงานในการ พัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทยตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่าซึ่งจะยิ่งทำให้ประเทศไทยมีองค์ความรู้ด้านการกักเก็บ พลังงาน จากนักวิจัยของประเทศเอง เป็นแนวทางที่คิดว่าน่าจะมีโอกาสต่อยอดธุรกิจได้เยอะในอนาคต เพราะแบตเตอรี่เป็นสิ่งที่สำคัญและสร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมที่สูงมาก เพราะฉะนั้นประเทศไทยเองก็ไม่อยากที่จะหลุดเทรนด์ในการเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแบตเตอรี่ด้วย


สุดท้ายข้อดีที่สุดของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในความคิดของนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยคืออะไร ?

สิ่งแรกเลยคือเรื่องของการลดมลภาวะ เมื่อไม่มีค่าคาร์บอนไดออกไซด์มาจากท่อไอเสียเราก็อยู่ในเมืองที่ลดมลภาวะลดลงได้ร่วมกัน เรื่องที่สอง คือ ต้นทุนการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกกว่ารถยนต์น้ำมัน แน่นอนว่าค่าเติมน้ำมัน เมื่อเทียบออกมาต่อกิโลเมตรแล้ว จะแพงกว่าค่าการใช้พลังงานไฟฟ้าต่อกิโลเมตรแน่นอน และเรื่องของการบำรุงรักษาต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องหรือของเหลวแทบจะไม่มีในรถยนต์ไฟฟ้า เราเองในฐานะที่เป็นผู้ใช้ก็น่าจะได้ประโยชน์จะยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในเรื่องของมลภาวะและต้นทุนการเป็นเจ้าของ (ownership cost) ก็จะดียิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน

กฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการแผนกสื่อสารองค์กรบีเอ็มดับเบิลยูในรถสามล้อไฟฟ้า

ขอขอบคุณ

คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยและผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

เครดิตรูปภาพ: BMW Thailand and Electric Vehicle Association of Thailand