ยานยนต์สุดล้ำสำหรับโลกอนาคตที่คุณจะต้องทึ่ง

Home / Cars / ยานยนต์สุดล้ำสำหรับโลกอนาคตที่คุณจะต้องทึ่ง
หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบภาพยนตร์ไซไฟโลกอนาคตอยู่แล้ว อาจจะผ่านตามาบ้าง กับยานยนต์อันล้ำสมัยที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นรถที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติไร้คนขับ รถที่มีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ไปจนถึงรถที่สามารถเปลี่ยนไปเหาะได้ ถึงแม้หลายอย่างบนจอภาพยนตร์อาจจะดูเกินจริงไปบ้างเมื่อเทียบกับยานยนต์ในปัจจุบัน แต่เชื่อเถอะว่า…

หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบภาพยนตร์ไซไฟโลกอนาคตอยู่แล้ว อาจจะผ่านตามาบ้าง กับยานยนต์อันล้ำสมัยที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นรถที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติไร้คนขับ รถที่มีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ไปจนถึงรถที่สามารถเปลี่ยนไปเหาะได้ ถึงแม้หลายอย่างบนจอภาพยนตร์อาจจะดูเกินจริงไปบ้างเมื่อเทียบกับยานยนต์ในปัจจุบัน แต่เชื่อเถอะว่า ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลาย ๆ ค่ายกำลังมุ่งมั่นและซุ่มพัฒนายานยนต์ล้ำสมัยสำหรับโลกอนาคตกันอยู่ ซึ่งถ้าเจ้าไหนสามารถผลิตออกมาได้ก่อนและวางจำหน่ายได้ก่อนแล้ว นั่นหมายถึงเม็ดเงินมูลค้าจำนวนมากที่จะหลั่งไหลเข้ามาด้วยนั่นเอง อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำถึงการเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในวงการยานยนต์ก็ว่าได้

แต่จะมียานยนต์ไหนที่น่าสนใจและดูท่าทางจะมีแววได้ออกมาโลดแล่นบนท้องถนนจริง ๆ นั้น Motto RAKA จึงขอนำเสนอกับยานยนต์สุดล้ำสำหรับโลกอนาคตที่คุณจะต้องทึ่ง

1.Project Vector จาก Jaguar Land Rover

Project Vector 3 คัน กำลังจอดอยู่ในที่จอดรถ

ผลงานในโครงการที่ชื่อว่า Vector นี้เป็นการโครงการของ Jaguar Land Rover ที่เป็นเจ้าของแบรนด์รถยนต์ 2 แบรนด์ชื่อดัง อันได้แก่ Jaguar และ Land Rover ซึ่งได้ทำการออกแบบยานยนต์ที่สามารถเคลื่อนที่ด้วยไฟฟ้าที่เหมาะสำหรับการขับเคลื่อนในเมือง

คอนเซปท์ของยานยนต์ล้ำอนาคตนี้ ถูกออกแบบให้พื้นที่ห้องโดยสารภายในที่กว้างขวาง ทำให้สามารถใช้งานได้หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น การใช้งานแบบส่วนตัว หรือใช้ร่วมกัน รวมไปถึงการใช้ในการขนส่งเชิงพาณิชย์อีกด้วย และด้วยตัวถังรูปทรงลูกบาศก์ที่ลักษณะใกล้เคียงกับรถตู้หรือรถบัส มากกว่ารถยนต์ทั่ว ๆ ไป ดูโฉบเฉี่ยวและร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น

Project Vector กำลังเปิดประตู

Gero Kempf วิศวกรคนสำคัญของโครงการนี้ ได้กล่าวว่าแนวคิดนี้ได้รับการคาดหมายว่าจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการบริการยานยนต์ผ่านแอปพลิเคชั่นอัจฉริยะสำหรับชุมชนในอนาคตข้างหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น คอนเซปท์ยานยนต์นี้ของ Jaguar Land Rover ยังห่วงใยสิ่งแวดล้อมที่มาพร้อมกับการเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutral ซึ่งก็คือ  การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์นั่นเอง อีกทั้งยังสามารถขับเคลื่อนแบบไร้คนขับ สามารถลดการเกิดอุบัติเหตุ

ภายในห้องโดยสาร Project Vector

เครดิตรูปภาพ: www.dezeen.com

2.Helia จาก Eco Racing (CUER) ของสมาคมนักศึกษามหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

Helia กำลังจอดอยู่ใต้อาคาร

ที่ประเทศอังกฤษ ทีม Eco Racing (CUER) ของสมาคมนักศึกษามหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้สร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานคล้ายกับการต้มน้ำของกาต้มเท่านั้น

รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบนี้มีชื่อว่า Helia สามารถเดินทางได้ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยใช้พลังงานเพียง 2,500 วัตต์ หรือใช้พลังงานพอ ๆ กับการต้มน้ำในกาต้ม ซึ่งเทียบเท่ากับ 31 วัตต์.ชั่วโมง/กิโลเมตร

ซึ่งทางทีม CUER ได้ออกมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เกี่ยวกับพลังงานที่รถยนต์ต้นแบบของพวกเชื่อว่า Tesla Model 3 นั้น ต้องใช้พลังงานจากการต้มน้ำในกาต้มถึง 8 ตัว ขณะที่  Volkswagen e-Golf นั้นใช้ 9 ตัว ส่วน BMW i3 ต้องใช้ 9 ตัวกับอีกครึ่งหนึ่ง

Helia กำลังขับอยู่บนถนน

ด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว Helia มีประสิทธิภาพในกาขับเคลื่อนเป็นระยะทางถึง 900 กิโลเมตร ซึ่งเปรียบได้กับระยะทางจากลอนดอนถึงเอดินบะระเลยทีเดียว ซึ่งระยะทางที่ทำได้ถึง 900 กิโลเมตรนี้ ก็มีผลมาจากตัวโครงรถยนต์และตัวถังที่มีน้ำหนักเบา ผลิตจากวัสดุที่เรียกว่า คาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งลดน้ำหนักได้ถึง 550 กิโลกรัม และที่พิเศษสุด ๆ ก็คือ โซลาร์เซลล์บนหลังคาได้ ที่ Helia สามารถดึงพลังงานในส่วนนี้ออกมาใช้ได้ด้วย

Helia กำลังจอดอยู่บนถนน

เครดิตรูปภาพ: www.dezeen.com

3.Staria จาก Hyundai

กลุ่มคนกำลังเดินเข้าหา Hyundai Staria

เพิ่งจะเผยโฉมแบบสด ๆ ร้อนกับ Hyundai Staria ที่เป็นรถยนต์สำหรับปี 2021 อย่างแท้จริง โดยเป็นรถกลุ่มมินิแวน 5 ประตู มาพร้อมกับตัวถังเรียบง่ายมินิมอล ดีไซน์ภายนอกดูเหมือนกันยานอวกาศยังไงยังงั้น เสริมความเด่นด้วยไฟ LED ที่ด้านหน้าสำหรับการขับเคลื่อนในเวลากลางวัน ซึ่งพาดยาวไปตลอดด้านหน้าของตัวรถ

สำหรับตัวรถนั้น ผลิตจากแพลตฟอร์ม Hyundai-Kia N platforms (Hyundai-Kia N3) ที่ในปัจจุบันนั้น รถในเครือ Hyundai/Kia ที่ใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าว ก็จะมี Hyundai Santa Fe รุ่นปี 2021, Hyundai Sonata  8 รุ่นปี 2020 รวมทั้ง KIA Carnival เจนเนอเรชั่น 4 รุ่นปี 2020

ห้องโดยสารภายใน Hyundai Staria

ภายในห้องโดยสารของ Staria ได้รับแรงบันดาลใจจากพื้นที่เลาน์จบนเรือสำราญ มีมาตรวัดแบบฟูลดิจิทัล แยกออกมาจากคอนโซลหน้าและจัดวางแบบลอยตัว อีกทั้งยังมีจอแสดงผลด้วยระบบอินโฟเทนเมนท์ขนาด 10.25 นิ้ว จัดวางแบบลอยตัว และที่ด้านล่างมีปุ่มควบคุมฟังก์ชั่นต่าง ๆ โดยจัดให้รวมอยู่กับปุ่มเปลี่ยนเกียร์ ทั้งนี้จะมีเลย์เอาท์ออกมา 3 แบบ ประกอบด้วยรุ่นแบบ 7, 9 และ 11 ที่นั่ง โดยแบบ 11 ที่นั่งนั้นจะเป็นเกรดระดับ Premium ซึ่งจะมีจำหน่ายในบางประเทศเท่านั้น สำหรับการเปิดตัวอย่างเป็นทางของ Staria จะเกิดขึ้นภายในช่วงกลางปี 2021 นี้

กลุ่มคนกำลังนั่งอยู่ภายในห้องโดยสาร Hyundai Staria

เครดิตรูปภาพ: www.designboom.com

4.Renault EZ-Ultimo Robo-Vehicles จาก Renault

Renault EZ-Ultimo Robo-Vehicles ด้านหน้า

ยานยนต์ไร้คนขับจาก Renault ที่ทำหน้าเปรียบเสมือนเป็นหุ่นยนต์นี้ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกับการเดินทางแบบสบาย ๆ มีทั้งรุ่นที่เป็นแบบรถส่วนบุคคล, เชิงธุรกิจ ที่พ่วงด้วยการบริการระดับพรีเมี่ยมจากสายการบิน สามารถรับส่งผู้โดยสารชั้น First Class และ Business Class จากสนามบินถึงที่พัก อีกทั้งยังร่วมมือกับเหล่าห้าสรรพสินค้าต่าง ๆ ในการมารับของพร้อมพนักงานที่ไปส่งให้ถึงมือคุณที่บ้านอีกด้วย เหนือไปกว่านั้น ยังสามารถปรับให้เป็นห้องประชุมเคลื่อนที่ หรือเป็นพาหนะที่ใช้เดินทางระหว่างเมืองต่าง ๆ ได้อีกด้วย

ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและการตกแต่งภายในห้องโดยสารนั้นถือว่าล้ำยุคและหรูหราเอามาก ๆ ดูไปดูมาก็เหมือนกับห้องรับแขกในคฤหาสน์หลังโต วัสดุที่ใช้ตกแต่งแน่นอนว่าคัดสรรแต่ของเกรดพรีเมี่ยมเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ภายในยังถูกออกแบบให้ติดตั้ง GPS และ Wi-Fi ซึ่งซ่อนไว้อยู่ใต้หลังคาที่เป็นกระจก

ผู้โดยสารกำลังนั่งอยู่ใน Renault EZ-Ultimo Robo-Vehicles

ภายในห้องโดยสารจะมีความกว้าง ความยาว และความสูง อยู่ที่ 2.2, 5.7 และ 1.35 เมตร ตามลำดับ ส่วนบานประตูมีขนาดที่ยาวถึง 2.63 เมตร ออกแบบให้การเปิดออกเป็น 2 ส่วน คือ ทั้งบานเลื่อนเปิดมาทางด้านหน้ารถ โดยที่ส่วนของกระจกหน้าต่างนั้น จะเปิดขึ้นไปด้านบนคล้ายกับปีกนกนางนวล ระยะฐานล้ออยู่ที่ 3.88 เมตร มีการตัดเบาะนั่งแถวหน้าออกตรงตำแหน่งของคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า จึงทำให้มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าขึ้น อีกทั้งพื้นของห้องโดยสารก็ใช้ลายไม้เพื่อยกระดับความหรูหราขึ้นไปอีก

Renault EZ-Ultimo Robo-Vehicles เปิดประตูกลาง

ขึ้นชื่อว่าเป็นยานยนต์ไร้คนขับแล้ว เทคโนโลยีที่ใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติตามมาตรฐาน SAE Level 4 หรือ High Autonomous ซึ่งสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องการควบคุมหรือดูแลโดยมนุษย์ แต่ทั้งนี้ จะมีข้อกำหนดให้อยู่ภายใต้การควบคุมของถนนหรือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์นั้น ๆ

ข้อมูลเชิงเทคนิคของยานยนต์สูดหรูนี้ จะใช้ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าผ่านล้อคู่หน้า ที่มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้พื้นห้องโดยสาร สามารถรองรับการเดินทางระหว่างเมืองได้ ส่วนน้ำหนักของตัวรถอยู่ที่ประมาณ 1,800 กิโลกรัม นุ่มนวลในทุกการเดินทางด้วยช่วงล่างแบบถุงลม เมื่อใช้ความเร็วที่มากขึ้นถุงลมก็จะปรับลดความสูงตัวถังลงโดยอัตโนมัติ เป็นการลดแรงต้านอากาศและลดการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่

Renault EZ-Ultimo Robo-Vehicles จอดโชว์ในงานแสดงรถ

เครดิตรูปภาพ: www.xataka.com, www.carmagazine.co.uk

5.DS X E-Tense จาก DS Automobiles

 DS X E-Tense ด้านหน้า เปิดประตูปีกนก

มาถึงค่าย DS Automobiles ที่ขอเปิดตัวรถสปอร์ตสุดคูล ซึ่งขอบอกไว้ก่อนว่างานนี้ต้องรอถึงปี 2035 กันเลยทีเดียวที่จะได้ยลโฉมและได้จับของเป้นเจ้าของ กับ DS X E-Tense

DS X E-Tense นั้นจะรถพลังงานไฟฟ้าแบบ 100% มีเครื่องยนต์ที่สามารถสร้างแรงดันได้สูงสุดถึง 540 แรงม้าบนท้องถนน และไต่ขึ้นไปได้ถึง 1,360 แรงม้าบนสนามแข่ง ซึ่งส่วนประกอบต่าง ๆ ของตัวรถจะถูกผลิตขึ้นจากวัสดุน้ำหนักเบาเกรดดี ตัวโครงรถทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ มีห้องโดยสารที่เลือกใช้คาร์บอนไฟเบอร์ร่วมกันกับหนังสัตว์ ทั้งนี้ห้องโดยสารที่สามารถพับเบาะด้านหน้าเก็บได้แบบสมบูรณ์ ที่ด้านข้างมาพร้อมประตูแบบปีกนก ตกแต่งภายในด้วยไม้ ผสานกับโลหะ หนังสัตว์ และคาร์บอนไฟเบอร์ ตรงพวงมาลัยรูปทรงแปลกตาคล้ายกับกพำลังขับยานอวกาศเลยทีเดียว

DS X E-Tense มุมมองด้านหลัง เปิดประตูปีกนกทั้งสองข้าง

DS X E-Tense กำลังแล่นอยู่บนถนน DS X E-Tense กำลังจอดอยู่บนไหล่ทาง

เครดิตรูปภาพ: www.electrek.co, www.autocar.co.uk

6.Citroën 19_19 จาก Citroën

Citroën 19_19 ด้านข้าง

Citroën แบรนด์รถยนต์ชั้นนำจากฝรั่งเศสขออวดโฉมกับคอนเซปท์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า สำหรับโลกอนาคต Citroën 19_19 ซึ่งเป็นรถยนต์แบบ SUV ขนาดกลาง รูปลักษณ์ภายนอก คล้ายเครื่องบินที่มีล้อขนาดใหญ่ ภายในห้องโดยสารจะให้ความรู้สึกเหมือนกับนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น มาพร้อมกับเก้าอี้โดยสารที่ออกแบบโดยใช้รูปแบบใหม่สร้างความแตกต่างจากรถยนต์อื่น ๆ

ข้อมูลทางเทคนิคอื่น ๆ นั้น ระยะฐานล้อจะยาวถึง 3.1 เมตร ล้ออัลลอยมีขนาดยักษ์ 30 นิ้ว หุ้มด้วยยาง 255/30 R30 มีไฟส่องสว่างเป็นแบบ LED รอบคันทั้งหมด แถมมีระบบ LiDAR ที่ติดตั้งอยู่บนหลังคา ตัวถังมีความยาว ความกว้าง และความสูงอยู่ที่ 4.655, 2.240 และ 1.6 เมตร ตามลำดับ

Citroën 19_19 จอดอยู่ภายในห้อง

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสารนั้น มีเทคโนโลยีห้องโดยสารกันกระแทกทำให้เกิดความนุ่มนวลตลอดการเดินทาง และยังมีระบบเทคโนโลยี AI ที่สามารถรับคำสั่งด้วยเสียง และมีการแสดงผลผ่านกราฟฟิกแอนิเมชั่นอีกด้วย ทั้งนี้เราสามารถเลือกว่าจะขับรถยนต์ด้วยตัวเองหรือใช้ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ตัวพวงมาลัยสามารถพับเก็บได้โดยการควบคุมผ่านหน้าจอแสดงผลบริเวณด้านหน้าตัวรถ และตัวแบตเตอรี่ขนาด 100 กิโลวัตต์นั้น เพียงการชาร์จไฟ 1 ครั้ง ก็สามารถวิ่งได้ประมาณ 800 กิโลเมตร ทำความเร็วสูงสุดได้ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ห้องโดยสารโดยรวมของ Citroën 19_19

Citroën 19_19 ด้านข้าง มุมมองจากด้านหลัง

เครดิตรูปภาพ: www.motor1.com, www.insideevs.com

7.Mercedes-Benz Vision AVTR จาก Mercedes-Benz

Mercedes-Benz Vision AVTR ด้านข้าง เปิดประตูปีกนกทั้ง 2 ข้าง

จากภาพยนตร์ดังของฮอลลีวูดสู่แรงบันดาลอันยอดเยี่ยมของ Mercedes-Benz ผลลัพธ์ที่ได้คือ Mercedes-Benz Vision AVTR นี่คือรถต้นแบบที่เปรียบเสมือน “สิ่งมีชีวิต” เพื่อแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ เครื่องจักร และธรรมชาติ สามารถเชื่อมต่อกันได้ คล้ายกับความสัมพันธ์ของชนเผ่า นาวี (Na’vi) กับดาวแพนดอร่า (Pandora) ในภาพยนต์ฟอร์มยักษ์ Avatar นั่นเอง

รถยนต์ลำยุคเหมือนหลุดออกมาจากโลกอนาคตคันนี้ไม่มีประตู พวงมาลัย หรือปุ่มควบคุมใด ๆ ทั้งสิ้นจะใช้การบังคับรถด้วยการวางมือลงบนแผงวงรีตรงกลางคอนโซล จากนั้นระบบจะตรวจจับ ด้วยระบบไบโอแมทริกซ์ (Biometrics) ที่บริเวณใบหน้า และตรวจจับอัตราการเต้นหัวใจของผู้ขับขี่ แล้วตัวรถก็จะเริ่มออกตัวไปยังเป้าหมายที่เราต้องการ โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีมอเตอร์ไฟฟ้า ที่คอยควบคุมการขับเคลื่อน สามารถให้พลังงานถึง 350 กิโลวัตต์ หรือ 469 แรงม้า และเหนือชั้นด้วย ความสามารถในการหมุนล้อ 30 องศา เพื่อการขับคเลื่อนในแนวเฉียง

ห้องโดยสารภายในด้านหน้าของ Mercedes-Benz Vision AVTR

ห้องโดยสารนั้นมีที่นั่งทั้งหมด 4 ที่ พร้อมด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้แบตเตอรี่แบบออร์แกนิก (Organic Battery Technology) ที่ไม่ต้องใช้สารเคมีหรือแร่ธาตุหายาก อีกทั้งยังสามารถย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติอีกด้วย โดยตัวแบตเตอรี่จะมีความจุอยู่ที่ประมาณ 110 กิโลวัตต์ และใช้เวลาเพียง 15 นาทีในการชาร์จจนเต็ม สามารถขับเคลื่อนได้เป็นระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร และที่ด้านหลังตัวรถจะมีแผงโซลาร์เล็ก ๆ ทั้งหมด 33 ชิ้น เรียกว่า ไบโอนิกซ์ (Bionic Flaps) ลักษณะเหมือนกับเกล็ดของสิ่งมีชีวิตบนดาวแพนดอร่า มาพร้อมกับลูกเล่นที่สามารถขยับไปมาเพื่อสื่อสารกับผู้ขับขี่คนอื่น ๆ ได้

ท้ายรถของ Mercedes-Benz Vision AVTR

Mercedes-Benz Vision AVTR เปิดประตูปีกนกทั้ง 2 ข้าง

เครดิตรูปภาพ: www.driving.ca/mercedes-benz