10 รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย อัปเดตประจำเดือนมิถุนายน 2564

Home / Cars / 10 รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย อัปเดตประจำเดือนมิถุนายน 2564
รถยนต์ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีการปล่อยมลมิษตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการผลิตจนถึงปลายทางที่มีการนำออกมาใช้งาน แต่แล้วด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยขึ้นก็ได้กำเนิดรถยนต์ไฟฟ้าที่จะมาช่วยลดการสร้างมลพิษบนท้องถนน แถมยังสามารถช่วยในการประหยัดเชื้อเพลงและเงินในกระเป๋าได้อีกด้วย โดยในปัจจุบันเราก็คงจะได้เห็นโฉมหน้าของเหล่ารถยนต์จากค่ายต่าง ๆ ไปบ้างแล้ว วันนี้ Motto RAKA ขอรวบรวมเอา…

รถยนต์ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีการปล่อยมลมิษตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการผลิตจนถึงปลายทางที่มีการนำออกมาใช้งาน แต่แล้วด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยขึ้นก็ได้กำเนิดรถยนต์ไฟฟ้าที่จะมาช่วยลดการสร้างมลพิษบนท้องถนน แถมยังสามารถช่วยในการประหยัดเชื้อเพลงและเงินในกระเป๋าได้อีกด้วย

โดยในปัจจุบันเราก็คงจะได้เห็นโฉมหน้าของเหล่ารถยนต์จากค่ายต่าง ๆ ไปบ้างแล้ว วันนี้ Motto RAKA ขอรวบรวมเอา 10 อันดับกับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยฉบับอัปเดตประจำเดือนมิถุนายน 2564 มาให้ได้รู้จักกันมากขึ้น

10. FOMM: FOMM One (ราคา 644,000 บาท)

FOMM One รถยนต์ไฟฟ้า

เครดิตรูปภาพ: www.fomm.co.th

รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์นี้อาจจะไม่เป็นที่คุ้นหูกับคนไทยมากนักกับ FOMM โดยในรุ่น FOMM One คือรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดารถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด แน่นอนว่าด้วยขนาดที่เล็กนั้นก็จะเหมาะกับการวิ่งเป็นระยะทางไม่ไกลและความเร็วต่ำ ๆ สามารถโดยสารได้สูงสุดถึง 4 ที่นั่ง
ตัวรถยนต์ใช้แบตเตอรี่ Lithium-Ion ที่มีความจุอยู่ที่ 11.8 kWh หัวชาร์จเป็นแบบ Type 2 โดยจะใช้ระยะเวลาในการชาร์จ 6 ชั่วโมง แรงม้าอยู่ที่ 13.5 แรงม้า และสามารถวิ่งได้สูงสุดถึง 160 กิโลเมตร

ความโดดเด่นของ FOMM One มีเทคโนโลยีพิเศษที่ช่วยป้องกันความเสียหายเมื่อเกิดน้ำท่วม อีกทั้งยังออกแบบมาให้สามารถเคลื่อนที่บนน้ำได้เพราะมีล้อชนิดพิเศษ ไร้ปัญหาเกี่ยวกับมอเตอร์เสียหายจากการเจอน้ำที่ท่วมขัง

9. MG: NEW MG EP (ราคา 988,000 บาท)

NEW MG EP รถยนต์ไฟฟ้า 

เครดิตรูปภาพ: www.mgcars.com

ถือว่ามาแรงมาก ๆ กับรถยนต์ไฟฟ้าจากค่าย MG โดยเฉพาะกับรุ่น MG EP ที่มีดีไซน์เรียบหรู ผนวกกับเทคโนโลยีสุดล้ำเข้าไป หลาย ๆ คนต่างก็ต้องหลงใหล

สำหรับเจ้า MG EP นี้มาพร้อมกับ แบตเตอรี่ Lithium-Ion ความจุ 50.3 kWh และใช้หัวชาร์จแบบ CSS Combo / Type 2 ใช้เวลาชาร์จ 7 ชั่วโมง 15 นาที แต่ถ้าเร่งด่วนก็จะเหลือเพียงแค่ 40 นาที ส่วนแรงม้าจะอยู่ที่ 163 แรงม้า และทำระยะทางการวิ่งได้สูงสุดถึง 380 กิโลเมตร

โดยฟังก์ชันต่าง ๆ ที่มีมาให้นั้น ก็จะเน้นในเรื่องของความสะดวกสบายและความปลอดภัย แถมด้วยความประหยัดที่ไม่เป็นรองใคร ไม่ว่าจะเป็น  ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง, ระบบป้องกันการไหลของรถโดยที่ไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง, ระบบเบรกมือไฟฟ้า และ Kers Mode ที่จะช่วยชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่เมื่อมีการชะลอรถ นอกจากนี้ยังไม่ต้องห่วงว่าจะเสียหายได้ง่ายเมื่อโดนน้ำ เพราะตัวแบตเตอรี่ผ่านมาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น IP67


8. MG: NEW MG ZS EV (ราคา 1,190,000 บาท)

NEW MG ZS EV รถยนต์ไฟฟ้า

เครดิตรูปภาพ: www.mgcars.com

เป็นรถยนต์ไฟฟ้าอีกหนึ่งรุ่นจากค่าย MG ที่สนใจไม่แพ้กันกับ MG ZS EV ที่เป็นลักษณะของรถยนต์แบบ SUV แถมยังมีดีไซน์ที่โดดเด่นสะดุดตา เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Synchronized Protection System ระบบมาตรฐานจากยุโรปที่จะช่วยให้การขับขี่นั้นมีความปลอดภัยมากขึ้น, ระบบกรองอากาศ PM 2.5, ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล ไปจนถึงหน้าจอแสดงผลแบบอัจฉริยะ

โดยรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ของ MG มาพร้อมกับแบตเตอรี่ Lithium-Ion ความจุอยู่ที่ 44.5 kWh หัวชาร์จ แบบ CCS Combo / Type 2 ชาร์จปกติจะใช้เวลา 6 ชั่วโมง 30 นาที แต่ถ้าเร่งด่วนจะอยู่ที่ 30 นาทีเท่านั้น กำลังอยู่ที่ 150 แรงม้า และมีระยะทางวิ่งมากถึง 337 กิโลเมตร


7. HYUNDAI: IONIQ Electric (ราคา 1,749,000 บาท)

HYUNDAI IONIQ Electric รถยนต์ไฟฟ้า

เครดิตรูปภาพ: www.topgear.com

ข้ามมาดูกับรถยนต์ไฟฟ้าจาก HYUNDAI รุ่น IONIQ Electric ซึ่งเป็นรถยนต์แบบ 4 ประตู ที่มาพร้อมกับระบบเปลี่ยนเกียร์แบบปุ่มอีกด้วย ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้นั้นมีขนาดที่กำลังพอเหมาะไม่เปลืองพื้นที่ในการจอดสักเท่าไหร่ ความคล่องตัวก็สูง แถมยังรองรับการชาร์จได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เต้าเสียบบ้าน, เครื่องชาร์จ Wall Box หรือจะเป็นสถานีชาร์จเร็ว

นอกเหนือจากระบบเปลี่ยนเกียร์แบบปุ่ม ยังมีฟังก์ชันการทำงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น เบรกมือแบบไฟฟ้าและที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย โดยรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้จะใช้ แบตเตอรี่แบบ Lithium-Ion Polymer จุได้ถึง 28 kWh และมีหัวชาร์จแบบ CCS Combo / Type 2 (7-pin) การชาร์จปกติจะใช้เวลา 4 ชั่วโมง 25 นาที – 12 ชั่วโมง แต่แบบด่วนจะเหลือเพียงแค่ 23 นาที กำลังสูงสุดอยู่ที่ 120 แรงม้า และวิ่งได้มากถึง 280 กิโลเมตร


6. NISSAN: Nissan Leaf (ราคา 1,990,000 บาท)

Nissan Leaf รถยนต์ไฟฟ้า 

เครดิตรูปภาพ: www.nissan.co.th

ขยับมาที่รถยนต์ไฟฟ้าจาก Nissan โดยจะเป็น รุ่น Nissan Leaf ที่นำเอาเทคโนโลยี e-Pedal มาช่วยในเรื่องของการเร่งและเบรกมาไว้ในคันเร่งเดียว ลดการเหยียบคันเร่งสลับกับเหยียบเบรกบ่อย ๆ เมื่อเจอกับรถติดบนท้องถนน อีกทั้งยังสามารถปิดการทำงานในส่วนนี้ได้เมื่อไม่ต้องการที่จะใช้

โดยรถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำของ Nissan นี้มาพร้อมกับ แบตเตอรี่ Lithium-Ion ที่จุได้ถึง 40 kWh ใช้หัวชาร์จ CHAdeMO / Type 1 ชาร์จแบบปกติใช้เวลา 6 – 12 และชาร์จแบบด่วนใช้เพียง30 นาที กำลังสูงสุดที่ 150 แรงม้า และวิ่งได้เป็นระยะทางมากถึง 311 กิโลเมตร


5. BMW: I3s (ราคา 2,230,000 บาท)

BMW I3s รถยนต์ไฟฟ้า

เครดิตรูปภาพ: www.newatlas.com

มาถึงกับแบรนด์หรูไฮเอนด์อย่าง BMW ที่ขอลงมาร่วมสนุกในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากับเขาบ้าง โดยได้ส่งรุ่น I3s ที่มีเทคโนโลยีสุดพิเศษเป็นตัวชูโรง ไม่ว่าจะเป็น One-Pedal Feeling ที่เป็นฟังก์ชันการทำงานเกี่ยวข้องกับมอเตอร์ที่จะสามารถช่วยชาร์จไฟกลับขณะเบรกหรือถอนคันเร่งจากช่วงความเร็วคงที่ ซึ่งจะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้สามารถชาร์จไฟฟ้าได้อยู่ตลอดเวลานั่นเอง มีการดีไซน์ให้ช่วงล่างนั้นสามารถเข้าโค้งได้อย่างเสถียรเมื่อใช้ความเร็วที่สูงอีกด้วย

ตัวรถยนต์จะใช้แบตเตอรี่ Lithium-Ion ที่จุได้ถึง 33.2 kWh และมีหัวชาร์จเป็นแบบ CSS Combo / Type 2 เวลาในการชาร์จปกติอยู่ที่ 3 ชั่วโมง 30 นาที และแบบด่วนอยู่ที่ 1 ชั่วโมง 30 นาที ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และวิ่งได้เป็นระยะทางมากถึง 280 กิโลเมตร


4. KIA: Soul EV (ราคา 2,387,000 บาท)

KIA Soul EV รถยนต์ไฟฟ้า

เครดิตรูปภาพ: www.caranddriver.com

หลายคนเมื่อเห็นสมรรถนะของเจ้ารถยนต์ไฟฟ้าจากค่าย KIA แล้วอาจจะอ้าปากค้างก็เป็นได้ เพราะรุ่น Soul EV มีระยะทางที่วิ่งได้ไกลถึง 452 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้งเท่านั้น เหมาะอย่างมากกับการเดินทางข้ามต่างจังหวัด และด้วยกำลังสูงสุดถึง 204 แรงม้า ปัญหาเกี่ยวกับการออกตัวอืดและแซงนั้นจะหมดไปในทันที สำหรับเรื่องของระบบความปลอดภัยนั้น ก็หมดกังวลไปได้เลย เพราะมีทั้งเทคโนโลยีระบบเตือนมุมอับด้านข้างและขณะถอยหลัง, ระบบป้องกันการลื่นไหล, ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวและถุงลมรอบคัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้การขับขี่นั้นไร้ปัญหา

คุณสมบัติเด่น ๆ ก็คือการใช้แบตเตอรี่แบบ Lithium-Ion Polymer ที่จุได้ถึง 64 kWh และใช้หัวชาร์จแบบ CCS Combo / Type 1 ซึ่งการชาร์จแบบปกติจะใช้เวลานานพอสมควร นั่นคือ 9 ชั่วโมง 35 นาที – 31 ชั่วโมง และถ้าต้องการชาร์จแบบด่วน ก็จะอยู่ที่ 54 นาที – 1 ชั่วโมง 15 นาที


3. TESLA: Model 3 Standard Range Plus (ราคา 2,500,000 บาท)

TESLA Model 3 รถยนต์ไฟฟ้า

เครดิตรูปภาพ: www.ccarprice.com

ถ้าพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้า ถ้าขาดแบรนด์นี้ไปก็คงจะโดนสาปส่งแน่ ๆ เพราะ TESLA นั้นเปรียบเสมือนมือวางอันดับ 1 ของวงการรถยนต์ไฟฟ้าก็ว่าได้ เพราะการันตีด้วยยอดขายสูงสุดเป็น 1 ของโลก

ความโดดเด่นของ TESLA โดยเฉพาะ Model 3 Standard Range Plus นั่นก็คือ ระบบ Autopilot ที่ปลอดภัยเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ทำงานร่วมกันระหว่างกล้องนอกรถ เรดาร์ และเซ็นเซอร์ ทำให้การประมวลผลนั้นแม่นยำมากยิ่งขึ้น ตัวโครงสร้างและตัวถังของรถยนต์นั้นมีความแข็งแรงสูง การขับขี่จึงปลอดภัยไร้กังวลในทุกเส้นทาง แต่ติดอยู่อย่างเดียว ประเทศไทยนั้นยังไม่มีตัวแทนจำหน่าย จึงต้องติดต่อกับผู้นำเข้าอิสระแทนไปก่อน

สำหรับรถยนต์รุ่นนี้ของ TESLA จะใช้แบตเตอรี่ Lithium-Ion ความจุแบตเตอรี่อยู่ที่ 60 kWh หัวชาร์จเป็นแบบ CCS Combo / Type 2 มีระยะเวลาการชาร์จแบบปกติอยู่ที่ 5 ชั่วโมง 30 นาที และระยะเวลาชาร์จแบบด่วนเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น ให้กำลังสูงสุด 275 แรงม้า และวิ่งได้สูงสุดถึง 386 กิโลเมตร


2. LEXUS: UX 300e (ราคา 3,490,000 บาท)

LEXUS UX 300e รถยนต์ไฟฟ้า

เครดิตรูปภาพ: www.sourceautomotives.com

อีกหนึ่งแบรนด์หรูที่ขอลงสังเวียนรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นรถยนต์คันแรกจาก LEXUS อีกด้วย สำหรับ LEXUS การออกแบบดีไซน์นั้นจะต้องหรูและล้ำสมัย ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นหัวเกียร์หุ้มหนังและเกียร์โครเมียมซาติน ฟังก์ชันอื่น ๆ ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ยกตัวอย่างเช่น Adaptive Cruise Control และระบบชาร์จไฟไร้สายและระบบการเชื่อมต่อไร้สาย

โดยรุ่น UX 300e นี้จะมาพร้อมกับแบตเตอรี่ประเภท Lithium-Ion มีความจุแบตเตอรี่อยู่ที่ 54.3 kWhใช้หัวชาร์จประเภท CHAdeMO / Type 2 การชาร์จปกติจะใช้เวลา 6.5 ชั่วโมง – 24 ชั่วโมง แต่การชาร์จแบบด่วนจะลดลงเหลือแค่ 50 นาที และมีกำลังสูงสุด 201 แรงม้า ที่สามารถวิ่งได้มากถึง 360 กิโลเมตร


1. Audi: E-Tron 55 Quattro (ราคา 5,099,000 บาท)

Audi E-Tron 55 Quattro รถยนต์ไฟฟ้า

เครดิตรูปภาพ: www.autodeft.com

ปิดท้ายกันที่แบรนด์ Audi กับรถยนต์ไฟฟ้าที่เน้นความแรงด้วยเทคโนโลยี Boost Mode โดยในรุ่น E-Tron 55 Quattro สามารถให้กำลังในโหมดธรรมดาสูงถึง 360 แรงม้า แต่เมื่อเป็น Boost Mode แล้ว จะสามารถให้กำลังพุ่งสูงถึง 480 แรงม้า เรียกได้ว่าแซงหน้าทุกแบรนด์ที่แนะนำมาเลยก็ว่าได้

รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ของ Audi จะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ทนทุกสภาพพื้นผิวถนน มีระบบความปลอดภัยและอุปกรณ์มาตรฐานต่าง ๆ ที่อัดแน่นมาเต็มคัน ไม่ว่าจะเป็น กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง, เซ็นเซอร์หน้า-หลัง, ระบบล็อกเบรกขณะหยุดนิ่ง รวมทั้งจุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก

Audi รุ่น E-Tron 55 Quattro จะใช้ Lithium-Ion เป็นแบตเตอรี่หลัก จุได้มากถึง 95 kWh มีหัวชาร์จเป็นแบบ CSS Combo / Type 2 ใช้เวลาชาร์จปกติอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 30 นาที – 9 ชั่วโมง แต่ถ้าชาร์จด่วนจะอยู่ที่ 30 นาที และวิ่งได้สูงสุดถึง 411 กิโลเมตร