ย้อนประวัติ Honda Jazz : 20 ปี กับการขับขี่อย่างสนุกสนานบนท้องถนนทั่วโลก

Home / Cars / ย้อนประวัติ Honda Jazz : 20 ปี กับการขับขี่อย่างสนุกสนานบนท้องถนนทั่วโลก
หลายคน ๆ คงคุ้นหน้าคุ้นตากับรถ honda jazz กันมานานแล้วใช่ไหมครับแต่หลาย ๆ ท่านคงอาจจะไม่ทราบที่มาที่ไปและพัฒนาการของรถ honda jazz…

หลายคน ๆ คงคุ้นหน้าคุ้นตากับรถ honda jazz กันมานานแล้วใช่ไหมครับแต่หลาย ๆ ท่านคงอาจจะไม่ทราบที่มาที่ไปและพัฒนาการของรถ honda jazz วันนี้เราจะมาย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของ รถรุ่นนี้กันนะครับ เราจะไล่กันไปตามไทม์ไลน์กันนะครับ อาจจะมีบางช่วงบ้างตอนที่ข้อมูลจะค่อนข้างเยอะก็อย่าพึ่งเบื่อกันนะครับ เรามาเริ่มกันเลย

จุดเริ่มต้นก่อนออกตัว

Honda Jazz (ฮอนด้า แจ๊ซ) รถยนต์นั่งแบบแฮตช์แบ็ก 5 ประตู ในแบบ B-Segment ที่ครองใจลูกค้าทั่วโลกด้วยยอดขายสะสมรวมกว่า 5.2 ล้านคัน และยอดขายสะสมในประเทศไทยกว่า 205,000 คัน (ยอดรวมในปี 2557) พลิกโฉมความต้องการใช้รถยนต์ของลูกค้า ด้วยดีไซน์แปลกใหม่ การขับขี่คล่องตัว เต็มไปด้วยประโยชน์ใช้สอย จึงเป็นที่นิยมไปทั่วโลก

สำหรับคำว่า Fit เป็นอักษรที่มาจากคำว่า “Fit” (ฟิต) ในภาษาอังกฤษ มีความหมายว่า Just right และ Perfect โดยใช้ชื่อนี้ในญี่ปุ่น, แคนาดา, สหรัฐอเมริกา, อเมริกาใต้, จีน และไต้หวัน เป็นต้น แต่ชื่อ “Fit” ความหมายและการออกเสียงในบางประเทศนั้น อาจจะดูไม่เหมาะนัก Honda จึงใช้ชื่อ “Jazz” (แจ๊ซ) ในประเทศไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, อินเดีย, ออสเตรเลีย, ฮ่องกง, ฟิลิปปินส์, โอเชียเนีย, แอฟริกา และในแถบยุโรป เป็นต้น 

“Product Is King”

1st  Generation (2001–2008)

ขอย้อนกลับไปช่วงก่อนปี 2001  หลังจากที่ Honda เลิกขาย Honda City (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น) ไปไม่นานนัก ในเดือนตุลาคม 1996 Honda ได้เริ่มต้นผลิตรถรุ่น “Logo” ในรูปแบบ Sub-Compact 3 ประตู และ 5 ประตู (GA3/4/5) ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร ออกมาจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่น รวมถึงส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น แถบเอเชียบางประเทศและในยุโรป แต่ไม่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายนัก ทีนี้ฮอนด้าจึงขอแก้มือใหม่ ใช้แนวคิดใหม่ในการออกแบบ จนออกมาเป็น “Honda Fit”

Honda Fit/Jazz (GD1/2/3/4) 2001-2007

แผนภาพของ “Global Small Platform” ประกอบไปด้วย Design, Space & Utility, Driving, Safety และ Ecology

Honda Jazz รุ่นแรก สร้างขึ้นภายใต้รหัสโครงการ MK พัฒนาให้มีรูปทรงคล้ายรถ MPV ย่อส่วน บนพื้นฐานโครงสร้างใหม่ “Global Small Platform” มาพร้อมเครื่องยนต์แบบใหม่ “i-series” ภายใต้หลักการพัฒนาแบบ “SMALL MAX Series” (Mileage MAX, Fun MAX, Coolness MAX และ Personal MAX) ชูจุดเด่นด้วยการเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา อเนกประสงค์ หลากหลายการใช้งาน ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเทคโนโลยี G-Force Control เพื่อความปลอดภัย ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น

ระหว่างการพัฒนา ทีมวิศวกรและทีมพัฒนาได้ลงเก็บข้อมูลต่างๆ กับผู้บริโภค โดยหัวหน้าทีมออกแบบและพัฒนารถรุ่นนี้คือ Yoshiyuki Matsumoto และต้องแสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการพัฒนารถยนต์ของฮอนด้า ภายใต้แนวคิด “Man Maximum, Machine Minimum” โดยให้ความสำคัญทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และฉีกออกไปจากคู่แข่งในตลาดตอนนั้น

รูปทรงภายนอกออกแบบตามหลัก “ZENSHIN (Zhen Shin) Cabin Form” ลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ เน้นประหยัดน้ำมัน ไฟหน้ากลมโตแบบ “Bubble Canopy” กลมกลืนไปกับตัวรถ กระจังหน้าขนาดเล็ก เนื้อที่เครื่องยนต์ไม่ยาวนัก กระจกด้านข้างตัวรถแบ่งเป็น 4 ส่วน ประตูบานหน้าแบ่งการเปิดได้ 3 ตอน เปิดได้กว้างสุดถึง 970 มม. ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัท หลังแบบกึ่งอิสระแบบ Torsion Beam H Type พร้อมไฟท้ายรูปทรงแบบ “Cylinder Design” และมีสีรถให้เลือกมากมายนับ 10 สี

ห้องโดยสารภายในออกแบบให้คนขับเป็นศูนย์กลางบน “Sporty & Personal” แผงคอนโซลเรียบง่าย โดดเด่นด้วยหน้าปัดทรงกลมขนาดใหญ่แบบสปอร์ต วิทยุแบบ Bulit-In ดูกลมกลืน จัดวางถังน้ำมันไว้บริเวณใต้เบาะนั่งคู่หน้า เบาะนั่งภายในห้องโดยสารแบบ “Ultr Seat” ปรับพับได้หลายรูปแบบ ทั้ง Utility Mode, Long Mode, Tall mode และ Refresh Mode นอกจากจะสามารถพับแยกแบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ได้แล้ว ยังสามารถยกเก็บเบาะนั่งแบบราบหรือพับขึ้น เมื่อต้องการวางสัมภาระทรงสูงได้ พร้อมเนื้อที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมากถึง 382 ลิตร

Utility Mode ให้เนื้อที่ยาวสุดถึง 1,720 มม. สูงสุดถึง 470 มม.
Long Mode ให้เนื้อที่ยาวสุดถึง 2,400 มม. 
Tall Mode ให้เนื้อที่สูงสุดถึง 1,280 มม. 
Refresh Mode ปรับเบาะเป็นที่นอนได้

มิติตัวรถยาว 3,830 มม. กว้าง 1,675 มม. สูง 1,525 มม. ระยะฐานล้อ 2,450 มม. น้ำหนักรถ 1,045-1,070 กิโลกรัม (รุ่น i-DSi) โดยรุ่นนี้มีการผลิตจำหน่ายในหลายที่ทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น, ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, จีน และบราซิล เป็นต้น และการแถลงข่าวเปิดตัวจำหน่ายญี่ปุ่นในวันที่ 21 มิถุนายน 2001 (ปี 2544) รถ honda fit นั้นมาพร้อมกับจุดเด่นของความอเนกประสงค์ในการใช้งาน ซึ่งถูกใจคนเมืองและคุณผู้หญิงเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ได้รับความนิยมทันทีที่เปิดตัว! พร้อมคว้ารางวัล Car of the Year Japan 2001-2002 ไปในทันที!

ในช่วงแรกที่เปิดตัวนั้น  honda fit  มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตรอย่างเดียว รหัส L13A แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว i-DSi (หัวเทียนคู่) ให้แรงม้าสูงสุด 86 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 12.1 กก.-ม. ที่ 2,800 รอบ/นาที มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT “Honda Multimatic S” ให้เลือก ระบบขับเคลื่อนมีทั้งแบบล้อหน้า และแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น) ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 23 กม./ลิตร (ทดสอบตามโหมด 10-15 ตามมาตรฐานของกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น) และเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส L15A แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว i-DSi ให้แรงม้าสูงสุด 88 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.4 กก.-ม. ที่ 2,700 รอบ/นาที มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ให้เลือก ระบบขับเคลื่อนมีทั้งแบบล้อหน้า และแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น)

สำหรับ Fit เวอร์ชั่นญี่ปุ่น รุ่นเครื่องยนต์ 1.3 ลิตร และ 1.5 ลิตร มีความแตกต่างอยู่ตรงที่โลโก้ “Fit” สังเกตจุดบนตัว “i” สีจะไม่เหมือนกัน สีแดงคือรุ่น 1.3 สีน้ำเงินคือรุ่น 1.5

เวอร์ชั่นยุโรป นำเสนอเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร รหัส L12A แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว i-DSi ให้แรงม้าสูงสุด 77 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.2 กก.-ม. ที่ 2,800 รอบ/นาที มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ให้เลือก ระบบขับเคลื่อนมีเฉพาะล้อหน้า

“การมาถึงของ Honda Jazz ในแดนสยาม”

สำหรับ Honda Jazz (ที่เปลี่ยนชื่อมาจาก Fit เพื่อให้เรียกชื่อรุ่นง่ายขึ้น) ในไทยได้เปิดตัวในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2546 ณ สยามสแควร์ (ซึ่งช้ากว่าประเทศญี่ปุ่นประมาณ 2 ปีกว่า โดยในบ้านเราเวลานั้น Honda เปิดตัวจำหน่าย Honda City ไปก่อน) โดย Honda Jazz รุ่นนี้มาพร้อม Motto “Jazz Up Your Life” ชูจุดเด่นด้วยการเป็นรถขับสนุก ประหยัดน้ำมัน และห้องโดยสารภายในแบบ Space Magic ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ และอีกจุดเด่นคือระบบพวงมาลัยแบบ Steermatic ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT กดปุ่ม +- เปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยได้ 7 สปีด มีให้เลือกเฉพาะเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ในราคา 542,000-644,000 บาท 

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส L15A1 แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว i-DSi ให้แรงม้าสูงสุด 88 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.4 กก.-ม. ที่ 2,700 รอบ/นาที มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ให้เลือก ระบบขับเคลื่อนมีเฉพาะล้อหน้า

เจาะกลุ่มตลาดวัยรุ่นอายุ 18-30 ปี และคนวัยทำงานใหม่ๆ (กลุ่มคน Young at Heart ก็ได้ด้วยเช่นกัน) รวมถึงผู้หญิง ซึ่งได้รับความนิยมในบ้านเราสุดขีด สร้างยอดจอง 10,000 คันแรกในระยะ 2 เดือนหลังเปิดตัว ถือเป็นปรากฏการณ์การจองรถที่สูงมากในตลาด ทำให้ Honda Jazz กลายเป็นรถ Sub-Compact ที่ขายได้สูงสุดในประเทศไทยนับแต่เปิดตัวมา ถึงขนาดที่บรรดาบริษัทห้างร้านต่างๆ ต้องซื้อไปเป็นของรางวัลสำหรับแจกให้คนร่วมสนุกชิงโชคของสินค้านั้นๆ เป็นจำนวนมาก

ช่วงกลางปี 2547 Honda ได้แนะนำรุ่นพิเศษ Honda Jazz Sport Version รุ่น E (AS) AT ใส่ชุดแต่งรอบคันจากโรงงาน มีเฉพาะสีขาว สีเทา และสีดำ ในราคา 679,000 บาท

ในเดือนธันวาคม 2547 Honda ได้เพิ่ม Jazz รุ่น E-V ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส L15A1 แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 110 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.6 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ในราคา 617,000-685,000 บาท

มาพร้อม Slogan โฆษณา “The Fun Never Stops” กับสีตัวรถที่เพิ่มมาใหม่ เช่น สีชมพู และสีขาว เป็นต้น ซึ่งกล่าวได้ว่า Honda Jazz เป็นรถรุ่นที่ทำให้คนไทยหันกลับมานิยมรถยนต์สีขาวและสีขาวมุก จนรถยนต์หลายๆ ค่ายต้องตามเทรนด์ ออกรถยนต์สีขาวกันมาเป็นแถว และทำให้รถยนต์สีขาวมุก เป็นที่นิยมมาจนถึงบัดนี้

ที่สำคัญ Honda นำ “พอลล่า เทเลอร์” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์รถรุ่นนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม ก็มีส่วนทำให้กระแสตอบรับจากวัยรุ่นดีขึ้นมาก 

และในปี 2547 เดียวกันนั่นเอง ยังมีเวอร์ชั่นพิเศษที่ผลิตออกมาโดยผู้จำหน่ายอิสระอย่าง revo (ปัจจุบันบริษัทปิดไปแล้ว) ทำ “Jazz Dynamite” ออกมาขายแบบเดียวกับ “Mugen Fit Dynamite” เวอร์ชั่นญี่ปุ่น ในชื่อ Jazz by revo สไตล์ Dynamite by revo โดยชุดแต่งที่นำมาติดนั้นมีเกือบ 20 ชิ้น อาทิ กันชนหน้า-หลังใหม่หมด, สเกิร์ตรอบคัน, สคูประบายลมฝากระโปรงหน้า, สปอยเลอร์หน้า-หลัง, โป่งล้อรอบคัน, ท่อไอเสียคู่, กระจังหน้าแบบตะแกรงสไตล์สปอร์ตพร้อมคาดโครเมียม, ล้อแม็ก Dynamite 7 X17 นิ้ว พร้อมยาง 205/40/R 17 และ โลโก้ Honda สีแดง

นอกจากชุดแต่งรอบคันเพิ่มความสวยแล้ว ทาง revo ยังเพิ่มสมรรถนะให้กับแจ๊ซ โดยเฉพาะรุ่นที่นำเครื่อง K20A Turbo 260 แรงม้า พร้อมเบรก Brembo 4 ล้อ, ไฟหน้า Projector, เบาะหนังสปอร์ตแบบ Bucket Seat และมาตรวัด Mugen มาใส่แบบจัดเต็ม ในราคาหลักล้านและในตอนนั้นJazz by revo มีให้เลือก 4 รุ่น 4 สี คือรุ่น i-DSI เกียร์ธรรมดา ราคา 830,000 บาท รุ่น i-DSI เกียร์อัตโนมัติ ราคา 995,000 บาท รุ่น VTEC เกียร์ธรรมดา ราคา 1,302,000 บาท และรุ่น VTEC เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,337,000 บาท สำหรับสีมีให้เลือก 4 สี คือ ฟ้า, เหลือง, ขาว และสีแดง (รุ่น Top)

ในช่วงเวลาต่อมา Honda ยังแนะนำรุ่นพิเศษอย่าง Jazz Safety

มาพร้อมระบบความปลอดภัยเต็มพิกัด สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ i-DSi ในราคา 552,000-620,000 บาท, Jazz X-Treme ใส่ชุดแต่งสปอร์ตทั้งคัน, ไฟตัดหมอก, ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว และท้อไอเสียคู่ DOOV สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ VTEC ในราคา 657,000-725,000 บาท และ Jazz Cool II ออกมาเพิ่มเติมอีก สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ VTEC ในราคา 634,000-712,000 บาท

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
( 2004 – 2006 )

ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2004 Honda ที่ญี่ปุ่น ได้ปรับโฉม Minorchange ด้วยการออกแบบชุดกันชนหน้าแบบสปอร์ต ไฟหน้ามีทั้งแบบรมดำ และสีตัวรถสอดใส่เข้าไปเพิ่ม เพิ่มไฟเลี้ยวกระจกมองข้าง ไฟท้ายแบบ LED รมดำ พร้อมอุปกรณ์เพิ่มเติมอีกหลากหลายอย่างทั้งภายนอกและภายใน

มิติตัวรถยาว 3,845 มม. (3,850 มม.) กว้าง 1,675 มม. สูง 1,525 มม. (1,555 มม. ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ) ระยะฐานล้อ 2,450 มม. น้ำหนักรถ 990-1,100 กิโลกรัม

ส่วนในไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธุ์ 2549 ฮอนด้า ได้เปิดตัว Honda Jazz (Minorchange) มาพร้อม Slogan โฆษณา “Make The Move.” “ขยับชีวิตให้มีสีสัน กับความสนุกเร้าใจใหม่” เพื่อชนกับคู่แข่งในตลาดอย่าง Toyota Yaris ที่ออกมาในช่วงนั้นพอดี

Honda Jazz (Minorchange) ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แบบ i-DSi และ VTEC เหมือนเดิม พร้อม 3 รุ่นย่อย ได้แก่ S, V และ SV งวดนี้ชูจุดเด่นด้วยการใช้สีเหลือง Helios Yellow Pearl ที่เป็นสี Premium กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในญี่ปุ่น ออกแบบด้านหน้าและด้านหลังดูโฉบเฉี่ยวแบบรถสปอร์ต ไฟท้ายแบบ LED เริ่มลดรุ่นย่อยของรุ่นเครื่องยนต์ i-DSi ลง แล้วเน้นไปกับรุ่นเครื่องยนต์ VTEC มากขึ้น ในราคา 539,000-705,000 บาท (สีเหลือง เฮลิออส มีเฉพาะรุ่น SV และต้องเพิ่มเงินอีก 10,000 บาท)

ขณะที่รุ่น SV จะมีอุปกรณ์เพิ่มเติมจากรุ่นปกติ คือ โคมไฟหน้าด้านในสีเดียวกับตัวรถ, สปอยเลอร์หลัง, กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว, เบาะสีดำ, กุญแจรีโมท, มาตรวัดเรืองแสง, กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้า, มือจับเปิดประตูด้านในโครเมียม และไฟอ่านแผนที่

และในเดือนเมษายน 2006 (ปี 2549) Honda ก็ได้ตัดสินใจจำหน่าย Honda Fit ในแคนาดาและในสหรัฐอเมริกา ในโมเดลปี 2007 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 109 แรงม้า

แค่เจเนอเรชั่นแรกก็สนุกแล้วใช่ไหมครับไม่แปลกใจเลยที่ รถ honda jazz จะได้รับความนิยมไปทั่วโลกขนาด
ไม่ใช่เรียกง่าย ๆ เลยที่จะทำรถออกมาให้ติดตลาดได้ขนาดนี้ ทั้งแนวคิดในการออกแบบและดีไซน์ที่ปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาจนเป็นรถที่หลาย ๆ ท่านเลือกใช้และแน่นอนว่ายังไม่จบนะครับยังมี ภาค 2 ของ honda jazz ต่อนะครับ  ขอบคุณคุณผู้อ่านที่ติดตามผลงานพวกกันมานะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.checkraka.com/car/article/111965/ และ https://www.grandprix.co.th/honda-jazz-generation-history/

____________________________________________________________________________

เข้าชม ตลาดรถ และโพสต์ขายรถของท่านได้ที่ ตลาดรถ รถมือสอง รถบ้าน

เช็คราคาซื้อ รถใหม่ รถมือสองได้ที่นี่ เช็คราคารถใหม่ รถมือสอง ฟรี!

เช็คราคาคงเหลือของรถของคุณได้ที่นี่ เช็คราคารถของคุณ ฟรี!

เข้าอ่านบทความรีวิวรถต่างๆ ได้ที่  รีวิวรถยนต์

เข้าอ่านบทความไลฟ์สไตล์ และ เกร็ดความรู้ ต่างๆ ได้ที่นี่ ไลฟ์สไตล์ /เรียนรู้เรื่องรถ

เข้าชมบทความอัพเดท ข่าวสารในวงการรถยนต์ ได้ที่นี่

สนใจเรื่องการประมูลรถ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  มอตโต้ อ๊อคชั่น 

Advertisement

Advertisement

ป้ายกำกับ: