ระบบขับเคลื่อนแบบไหนขับสนุกกว่ากัน ขับหน้า ขับหลัง หรือขับสี่ …?

Home / Cars / ระบบขับเคลื่อนแบบไหนขับสนุกกว่ากัน ขับหน้า ขับหลัง หรือขับสี่ …?
ระบบขับเคลื่อนคำนี้หลายคนอาจจะงง ๆ อยู่ว่ามันคืออะไรและมันทำงานยังไงเป็นแบบกันไหนกันและเราจะรู้ได้ยังไงกันว่ารถคันไหนขับเคลื่อนล้อหน้า รถค้นไหนขับเคลื่อนล้อขับหลัง  วันนี้พวกเรา mottoraka.com จะพาไปทำความรู้จักเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนแบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตลาดรถยนต์กันนะครับเพื่อจะได้เข้าใจว่ามันทำงานยังไงและมีแบบไหนกันบ้างนะครับ  เพราะถ้าเราเข้าใจข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้มันอาจจะช่วยให้เราตัดสิ้นที่จะซื้อรถยนต์ง่ายขึ้นหรือเมื่อเวลาที่เราจะไปซื้อรถมือสองเราจะได้มีข้อมูลเอาตรวจเช็ครถในเบื้องต้นได้…

ระบบขับเคลื่อนคำนี้หลายคนอาจจะงง ๆ อยู่ว่ามันคืออะไรและมันทำงานยังไงเป็นแบบกันไหนกันและเราจะรู้ได้ยังไงกันว่ารถคันไหนขับเคลื่อนล้อหน้า รถค้นไหนขับเคลื่อนล้อขับหลัง  วันนี้พวกเรา mottoraka.com จะพาไปทำความรู้จักเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนแบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตลาดรถยนต์กันนะครับเพื่อจะได้เข้าใจว่ามันทำงานยังไงและมีแบบไหนกันบ้างนะครับ  เพราะถ้าเราเข้าใจข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้มันอาจจะช่วยให้เราตัดสิ้นที่จะซื้อรถยนต์ง่ายขึ้นหรือเมื่อเวลาที่เราจะไปซื้อรถมือสองเราจะได้มีข้อมูลเอาตรวจเช็ครถในเบื้องต้นได้ ว่าแล้วเราก็มาเริ่มกันเลยครับ

ขับเคลื่อนล้อหน้า – FWD (Front-wheel-drive)

ร้อยทั้งร้อยของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหน้า จะติดตั้งเครื่องยนต์ไว้ที่ด้านหน้าขอตัวรถ ซึ่งทำให้การส่งกำลังเป็นไปอย่างง่ายดายและไม่มีความซับซ้อนในระบบมากนัก นอกจากนั้นยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนการผลิต ซึ่งนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ว่ารถยนต์ในปัจจุบันนี้ ล้วนแล้วแต่ใช้ขับระบบเคลื่อนล้อหน้า

จุดเด่น

ล้อหน้ามีแรงยึดเกาะเพิ่มขึ้น

ข้อดีอย่างแรกเลยก็คือว่า รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าโดยมากแล้ว จะติดตั้งเครื่องยนต์ไว้ที่ตำแหน่งด้านหน้าของตัวรถ ดังนั้น น้ำหนักส่วนใหญ่จะตกลงบนเพลาของล้อคู่หน้าซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อน เป็นผลให้ล้อหน้าสามารถสร้างแรงยึดเกาะหรือที่เรียกว่า “แทร็คชั่น” (Traction) ได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

ระบบขับเคลื่อนมีน้ำหนักเบา

เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่า ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าส่วนใหญ่จะต่อเข้ากับเครื่องยนต์โดยตรงและกระจายแรงบิดผ่านเพลาขับซ้าย-ขวา ทำให้ระบบขับเคลื่อนที่แบบนี้มีขนาดกะทัดรัดและมีน้ำหนักเบา เป็นผลดีต่ออัตราเร่งและอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง

จุดด้อย

สูญเสียแรงยึดเกาะระหว่างออกตัว

ในระหว่างการออกตัว น้ำหนักของตัวรถทั้งคันจะถ่ายไปทางด้านหลังของตัวรถ ส่งผลให้ล้อหน้าซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อนสูญเสียแรงยึดเกาะอย่างช่วยไม่ได้ เพราะเหตุนี้ มันจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นรถแข่งที่ขับเคลื่อนล้อหน้า ออกตัวแบบฟรีกันควันท่วมเลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรถแข่งแรงม้าสูงๆ นี่ ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ ฟรียาวๆ ไปถึงเกียร์ 4 เลยก็มี!

มีการกระจายน้ำหนักที่ไม่สมดุล (หนักหน้า)

ถึงแม้ว่าการที่มีน้ำหนักถ่ายทอดลงบนล้อคู่หน้าจะเป็นผลดีต่อแรงยึดเกาะ แต่ทว่าเป็นผลเสียต่อ “การกระจายน้ำหนัก” ของตัวรถทั้งคัน ซึ่งในทางอุดมคติแล้ว น้ำหนักที่กระจายลงสู่ล้อคู่หน้าและล้อคู่หลังควรจะเท่ากัน ซึ่งเราเรียกว่าการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 นั่นเองครับ

ขับเคลื่อนล้อหลัง – RWD (Rear-wheel-drive)

รถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนใหญ่แล้วจะมีการวางเครื่องยนต์ตามแนวแกนของตัวรถ (Longitudinal) เพราะฉะนั้นจึงสามารถที่จะวางเครื่องยนต์ที่มีความจุมากๆ และจำนวนกระบอกสูบมากๆ ได้ เป็นต้นว่า V8, V10 หรือแม้กระทั่ง V12 ผิดกับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าที่จะวางเครื่องในแนวขวางกับตัวรถ (Transverse) เพราะฉะนั้นแล้ว เครื่องยนต์ที่ใช้สำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า จะเป็นเครื่องขนาดเล็ก-ขนาดกลาง ซึ่งมีกำลังน้อยกว่ามาก

ระบบการขับเคลื่อนล้อหลังถือเป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ซึ่งกลายมาเป็นเสน่ห์และจุดขายของรถยนต์ประเภทนี้  นอกจากนั้น ระบบการขับเคลื่อนล้อหลังสามารถแบ่งแยกย่อยตามตำแหน่งของเครื่องยนต์ได้อีก 3 ประเภทครับ ซึ่งประกอบไปด้วย FR (Front-engine RWD), FMR (Front-mid-engine RWD) และ RR (Rear-engine RWD) ส่วนข้อดี-ข้อเสียของระบบขับเคลื่อนล้อหลังนั้น สามารถสรุปได้ดังนี้ครับ

จุดเด่น

การกระจายน้ำหนักของตัวรถ

แน่นอนว่ารถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหลังนั้น มีการกระจายน้ำหนักที่เข้าใกล้อัตราส่วน 50:50 เนื่องจากว่ามีน้ำหนักของเพลาขับและเฟืองท้ายที่ถ่ายทอดน้ำหนักลงบนล้อคู่หลัง ซึ่งเป็นการช่วยถ่วงน้ำหนักของเครื่องยนต์ที่ถูกติดตั้งไว้ที่ด้านหน้าของตัวรถ (สำหรับระบบขับเคลื่อนประเภท FR)

โดยเฉพาะเลย์เอาท์แบบ FMR (Front-mid-engine RWD) ซึ่งเป็นการ “ร่น” ตำแหน่งของเครื่องยนต์ให้เข้ามาใกล้ห้องโดยสารมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การกระจายน้ำหนักมีความสมดุลมากกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น Honda S2000 คันข้างบนนี้ เป็นรถที่มีเลย์เอาท์แบบ FMR ซึ่งมีอัตราส่วนการกระจายน้ำหนักที่สมบูรณ์แบบ นั่นก็คือ 50:50 นั่นเองครับ

การถ่ายน้ำหนักของตัวรถขณะออกตัว

และนี่ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ชัดเจนของรถขับหลังเมื่อเทียบกับรถขับหน้า ในขณะที่เร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง น้ำหนักของตัวรถจะมีการถ่ายเทไปที่ล้อคู่หลังซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อน ส่งผลให้แรงยึดเกาะของล้อหลังมีค่าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

สมรรถนะในการควบคุม

สำหรับรถขับเคลื่อนล้อหลังแล้ว ล้อหน้าซึ่งทำหน้าที่เป็นล้อบังคับการเคลื่อนที่ จะไม่ได้ถูกต่ออยู่กับระบบส่งกำลังโดยตรง เพราะฉะนั้น การตอบสนองของพวงมาลัยขณะเข้าโค้งจะมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า เป็นผลให้รถขับหลังมีสมรรถนะการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นอะไรที่หาไม่ได้จากรถขับหน้า

จุดด้อย

 “โอเวอร์-สเตียร์” คือ ศัตรูของรถขับหลัง

อาการ “โอเวอร์-สเตียร์” หรือ อาการ “ท้ายปัด” ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรถยนต์ที่มีแรงม้าสูงๆ อาการท้ายปัดนี้…ถือเป็นอาการที่แก้ยากกว่า “อันเดอร์-สเตียร์” (อาการหน้าดื้อ) ที่เกิดขึ้นในรถขับหน้า ยิ่งถ้าเป็นรถยนต์ที่ใช้เทอร์โบด้วยแล้ว ช่วงที่บูสท์มาถือเป็นช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการเกิดโอเวอร์-สเตียร์มากที่สุด

จะว่าไป…อาการโอเวอร์-สเตียร์ก็ใช่ว่าจะเป็นข้อเสีย เพราะว่าอาการท้ายปัดของรถขับหลังถือว่าเป็นหนึ่งใน “ความสนุกสนาน” ของการขับขี่ มีรถยนต์หลายรุ่นที่ถูกเซ็ทอัพช่วงล่างมาให้รถออกอาการท้ายปัดได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งถือเป็นการสร้างสีสันให้กับการขับรถ

ประสิทธิภาพในการส่งกำลังน้อยกว่า

ระบบขับเคลื่อนล้อหลังมีประสิทธิภาพการส่งกำลังน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีชิ้นส่วนส่งกำลังมากกว่า แน่นอนว่าชิ้นส่วนที่ผมพูดถึงนี้รวมไปถึงเพลากลางด้วย เพราะเหตุนี้ ระบบขับหลังจึงทำให้จำนวนแรงม้าถ่ายทอดจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหลัง…หายไปมากถึง 17%!!

ขับเคลื่อนสี่ล้อ – 4WD (Four-wheel-drive)

เป็นโหมดที่ขับเคลื่อน 4 ล้อได้ก็จริง แต่ไม่ได้ขับเคลื่อน 4 ล้อ ตลอดเวลาแต่ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ระบบได้ ตามลักษณะของพื้นถนน เช่น หากมีทางชันมากๆ อาจเป็นภูเขา เราสามารถเปลี่ยนระบบมาขับเคลื่อน 4 ล้อ เพื่อช่วยในไต่ทางลาดชัน หรือในกรณีที่บรรทุกของหนักใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ในการช่วยขับเคลื่อนได้

จุดเด่น           

แรงยึดเกาะระดับพระเจ้า

ข้อได้เปรียบที่โดดเด่นที่สุดของรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อก็คือ “แรงยึดเกาะ” นั่นเองครับ ด้วยแรงยึดเกาะมหาศาลทำให้สามารถถ่ายทอดแรงม้าจากเครื่องยนต์ลงไปที่ล้อทั้งสี่ได้แบบไม่มีขาดไม่มีเกิน เป็นผลให้รถขับเคลื่อนสี่ล้อมีอัตราเร่งที่เร็วจนน่าขนลุก

จุดด้อย

 ระบบขับเคลื่อนมีน้ำหนักมาก

เนื่องจากว่าระบบขับเคลื่อนสี่ล้อนั้น ต้องอาศัยเพลาเพื่อส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อทั้ง 4 ซึ่งแน่นอนว่าน้ำหนักของระบบส่งกำลัง อีกทั้ง เพราะฉะนั้น รถประเภทนี้ต้องมีกำลังเครื่องยนต์มากพอสมควรเพื่อที่จะเอาชนะแรงเฉื่อยมหาศาลของระบบส่งกำลังแบบสี่ล้อ

แรงม้าสูญเสียไปกับระบบขับเคลื่อน

ถึงแม้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจะสามารถถ่ายทอดกำลังไปสู่ล้อทั้ง 4 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ทว่าระหว่างการส่งถ่ายกำลังนั้น แรงม้าจะสูญเสียไปกับการเอาชนะความเฉื่อยและความซับซ้อนของระบบ ทำให้แรงม้าสุทธิที่ลงสู่ล้อหายไปเกือบ 20%

ก็ครบถ้วนกระบวนการท่าเล่นต่าง ๆ ของระบบขับเคลื่อนรถยนต์ไปแล้วนะครับ ระบบขับเคลื่อนแต่ละแบบนี้ก็มีความแตกต่างมากอยู่พอสมควรกันนะครับ ใครจะไปขึ้นว่าแค่ ขับเคลื่อนล้อหน้ากลับขับเคลื่อนล้อหลังจะแตกต่างกันในหลาย ๆ จุดขนาดนี้ แต่ไม่ว่ายังไงก็เลือกให้เหมาะกับความต้องเรากันด้วยนะครับ

ติดตามบทความที่น่าสนใจจากพวกเราได้ที่ http://www.mottoraka.com นะครับ

ขอขอบคุณข้อมูล http://car.boxzaracing.com/knowledge/13206 และ http://carvariety.com/drive-system-for-car/

____________________________________________________________________________

เข้าชม ตลาดรถ และโพสต์ขายรถของท่านได้ที่ ตลาดรถ รถมือสอง รถบ้าน

เช็คราคาซื้อ รถใหม่ รถมือสองได้ที่นี่ เช็คราคารถใหม่ รถมือสอง ฟรี!

เช็คราคาคงเหลือของรถของคุณได้ที่นี่ เช็คราคารถของคุณ ฟรี!

เข้าอ่านบทความรีวิวรถต่างๆ ได้ที่  รีวิวรถยนต์

เข้าอ่านบทความไลฟ์สไตล์ และ เกร็ดความรู้ ต่างๆ ได้ที่นี่ ไลฟ์สไตล์ /เรียนรู้เรื่องรถ

เข้าชมบทความอัพเดท ข่าวสารในวงการรถยนต์ ได้ที่นี่

สนใจเรื่องการประมูลรถ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  มอตโต้ อ๊อคชั่น 

Advertisement

Advertisement