วิธีรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด

Home / Cars / วิธีรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด
ในช่วงเศรษฐกิจที่ไม่ดีแบบนี้ เชื่อว่าหลายๆ คนกำลังประสบกับปัญหาทางการเงิน ทำให้ขาดสภาพคล่องและไม่รู้จะไปหยิบยืมเงินใคร การมีรถยนต์ก็สามารถนำรถไปรีไฟแนนซ์ ถือว่าเป็นทางออกหนึ่ง ในกรณีที่คุณยังคงผ่อนรถกันอยู่ก็จะมาพร้อมกับปัจจัยหลายอย่างตามมา ดังเช่น  “รถยังผ่อนไม่หมด รีไฟแนนซ์รถได้หรือไม่”…

ในช่วงเศรษฐกิจที่ไม่ดีแบบนี้ เชื่อว่าหลายๆ คนกำลังประสบกับปัญหาทางการเงิน ทำให้ขาดสภาพคล่องและไม่รู้จะไปหยิบยืมเงินใคร การมีรถยนต์ก็สามารถนำรถไปรีไฟแนนซ์ ถือว่าเป็นทางออกหนึ่ง ในกรณีที่คุณยังคงผ่อนรถกันอยู่ก็จะมาพร้อมกับปัจจัยหลายอย่างตามมา ดังเช่น  “รถยังผ่อนไม่หมด รีไฟแนนซ์รถได้หรือไม่” ที่หลายคนอาจเข้าใจว่า สามารถทำได้เฉพาะกรณีที่รถผ่อนหมดแล้วเท่านั้น ดังนั้นเรา Mottoraka จะมาอธิบายให้เข้าใจถึงการวิธีการรีไฟแนนซ์สำหรับผู้ที่ยังผ่อนรถไม่หมดกันครับ

วิธีรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด

Image: Masii

วิธีรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด

Image: Dreamtime

ความเป็นจริงรถยนต์ที่ขับขี่อยู่ของเราที่ยังผ่อนไม่หมด ก็นำรถมารีไฟแนนซ์ได้หรือไม่ และสามารถทำได้เลยหรือไม่? จะต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ซึ่งคนที่มีรถยนต์ขับเป็นของตนเองแต่ยังอยู่ในช่วงระยะเวลางวดผ่อนชำระคงหาคำตอบอยู่หากต้องการใช้เงินก้อนล่วงหน้าแล้วอยากทำการรีไฟแนนซ์รถ เราบอกได้เลย คือ หากรถของเรายังผ่อนไม่หมดก็สามารถทำการรีไฟแนนซ์รถยนต์ได้ อีกทั้งยังมีทางเลือกทั้งการรีไฟแนนซ์กับธนาคารเดิมหรือธนาคารใหม่ก็ไม่มีปัญหา  แต่การทำรีไฟแนนซ์รถยนต์ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นจึงต้องพิจารณาให้ดีก่อนจะตัดสินใจยื่นของสินเชื่อรีไฟแนนซ์กับธนาคาร แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียของการรีไฟแนนซ์รถยนต์ด้วย

ข้อดีของการรีไฟแนนซ์รถยนต์

  1. ช่วยให้เงินผ่อนต่องวด/เดือน น้อยลง
  2. ได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งใหม่ที่ลดลง
  3. มีโอกาสที่จะได้เงินส่วนต่างเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในภาวะฉุกเฉินหรือนำไปหมุนเวียนใช้จ่ายอย่างอื่นได้

ข้อเสียของการรีไฟแนนซ์รถยนต์

  1. จะทำให้ระยะเวลาผ่อนชำระนานขึ้น นั่นคือการตัดเงินบางส่วนไปใช้จากค่างวดที่จ่ายอยู่เดิม
  2. มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการดำเนินการรีไฟแนนซ์ใหม่ ซึ่งเป็นการใช้จ่ายกับการปิดไฟแนนซ์เป็นต้น
  3. ในบางกรณีอาจมีค่าปรับในการไถ่ถอนก่อนกำหนด (แล้วแต่กรณีเงื่อนไขของบริษัท)
  4. มีความยุ่งยากในการเตรียมเอกสารเกี่ยวกับรายได้ของผู้กู้

Image: 107Motor and Cityleasing


เอกสารสำหรับทำเรื่องรีไฟแนนซ์รถยนต์

ถึงจะเป็นความเสี่ยงที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคน อย่างไรก็ตามจะมีขั้นตอน และเอกสารที่ต้องใช้ในการรีไฟแนนซ์รถยนต์ด้วย

1. เอกสารกรณีที่เจ้าของรถมีรายได้ประจำ เช่น พนักงานบริษัทเอกชน, ข้าราชการ หรือ พนักงานรัฐวิสากิจ

  • บัตรประชาชนตัวจริง และสำเนาบัตรประชาชน
  • ทะเบียนบ้านตัวจริง และสำเนาทะเบียนบ้าน
  • หนังสือรับรองเงินเดือนหรือสลิปเงินเดือน
  • สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคาร หรือ Statement ย้อนหลังประมาณ 3 – 6 เดือน
  • สำเนาทะเบียนรถ (เพื่อมายื่นกู้สินเชื่อรีไฟแนนซ์กับบริษัทใหม่)
  • สมุดบัญชีธนาคารที่ต้องโอนเงินเข้า
  • เอกสารที่อยู่อาศัย และที่ทำงาน ฯลฯ (แล้วแต่ในแต่ละบริษัท)

2. เอกสารกรณีที่มีประกอบธุรกิจส่วนตัว หรือ อาชีพอื่น ๆ

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • เอกสารบริษัท เช่น หนังสือรับรอง, ภพ. 20
  • สำเนาเงินฝากย้อนหลังหรือ Statement ไม่เกิน 6 เดือน

โดยขั้นตอนขอรีไฟแนนซ์ทั้งหมดเมื่อยื่นเอกสารกับทางเจ้าหน้าที่แล้ว จะใช้เวลารอฟังผลและขึ้นอยู่กับบริษัทรีไฟแนนซ์หรือระยะเวลาจะประมาณ 7 วันทำการ

 

ขั้นตอนการรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมดจะมีดังต่อไปนี้

  1. ผู้กู้ต้องติดต่อขอสินเชื่อทางบริษัทสถาบันการเงินใหม่ หรือจะขอสินเชื่อสถาบันการเงินที่เดิม เจ้าของรถนั้นก็สามารถเลือกได้ เมื่อเลือกติดต่อได้แล้วทางบริษัทจะสอบถามในเบื้องต้น เช่น ข้อมูลตัวรถ ยอดค่างวดที่คงเหลือ ฯลฯ เพื่อนำมา ช่วยเปรียบเทียบหาข้อเสนอที่เหมาะที่สุด และตอบโจทย์ให้มากที่สุด
  2. หลังจากผู้กู้ได้พูดคุยกับสถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตรใหม่แล้ว ทางบริษัทจะดำเนินการพิจารณาขั้นต่อไป เช่น การเช็คสภาพดูภาพรวมของตัวรถ การขับขี่ การประเมินราคา และเซ็นสัญญา รวมถึงยื่นเอกสาร พร้อมส่งเรื่องขออนุมัติต่อไป
  3. เมื่ออนุมัติผ่าน จะต้องทำการปิดบัญชีจากไฟแนนซ์เดิม เพื่อที่จะนำเอาเล่มทะเบียนไปส่งให้กับสถาบันการเงินใหม่ที่เป็นพันธมิตร และโอนกรรมสิทธิ์รถเป็นชื่อสถาบันการเงินนั้น ๆ
  4. รอรับเงินจากไฟแนนซ์ หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าประกันภัย ค่าโอนกรรมสิทธิ์ ค่าธรรมเนียม และค่าบริการปิดไฟแนนซ์
  5. โดยขั้นตอนทั้งหมดสำหรับการรีไฟแนนซ์รถยนต์จะ ใช้เวลาประมาณ 7 วันทำการ (ขึ้นอยู่กับผู้กู้และสถาบันการเงิน)
  6. **การเลือกสถาบันการเงินใหม่ ก็อาจจะทำให้ได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงจากที่เดิมได้แต่ต้องทำการศึกษารายละเอียดให้ครบถ้วน**

การรีไฟแนนซ์กับบริษัทเดิม

การรีไฟแนนซ์รถกับบริษัทเดิมที่เคยขอไว้ก่อนหน้า แม้จะยังทำการชำระผ่อนค่างวดไม่หมดก็สามารถทำได้ ซึ่งการดำเนินการงั้นก็จะง่ายดายมาก คือทางผู้กู้ไม่ต้องยื่นเอกสารให้ยุ่งยาก เพราะทางบริษัทมีข้อมูลเก่า และรายละเอียดต่าง ๆ ที่ชัดเจนอยู่แล้ว ที่เราเคยยื่นขอไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ทำให้สะดวกสบายไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสาร  ทางเจ้าหน้าบริษัทรีไฟแนนซ์เดิมจะพิจารณาประวัติการผ่อนชำระของผู้ขอสินเชื่อเดิมว่ามีประวัติการผ่อนเป็นอย่างไร ถ้าจ่ายตรงครบทุกงวดก็จะได้รับการพิจารณาอนุมัติได้ และอาจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายการดำเนินการด้วย แต่อัตราดอกเบี้ยก็อาจจะไม่ได้ต่ำจากเดิม

การรีไฟแนนซ์กับบริษัทใหม่

การรีไฟแนนซ์รถกับบริษัทใหม่ ส่วนใหญ่แล้วนิยมทำกันสำหรับผู้ที่มีรถแล้วต้องการจะรีไฟแนนซ์ เพราะว่าการรีไฟแนนซ์กับบริษัทใหม่นั้นแม้ว่าจะยังผ่อนชำระไม่หมดก็ตาม เจ้าของรถยังจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าบริษัทที่รับรีไฟแนนซ์ที่เดิมโดยส่วนใหญ่ และยังได้รับวงเงินการขอสินเชื่อที่สูงขึ้นด้วย ทำให้มีสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น สามารถนำเงินส่วนที่เหลือไปใช้ในสิ่งที่ตนเองต้องการต่อ รวมถึงบางบริษัทจะจัดโปรโมชั่นพิเศษที่จะได้ประโยชน์เพิ่มด้วย แต่การย้ายมาบริษัทใหม่ เจ้าของรถที่ขอสินเชื่อก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น ค่าอากรแสตมป์ ค่าโอนเล่ม ค่าตรวจสภาพรถยนต์ ฯลฯ ใหม่เช่นกัน หากมองค่าใช้จ่ายและดอกเบี้ยที่ได้รับแล้ว ลักษณะทั้งสองแบบนั้น ก็มีทั้งดีและเสียแตกต่างกัน

Image: Carinsurance and GT Sprit Media

ในบทความนี้ได้อธิบายไป จะสังเกตได้ว่า แม้เราผ่อนรถไม่หมดเราก็สามารถนำรถไปรีไฟแนนซ์ได้เพื่อนำเงินไปใช้ในส่วนอื่นๆ ทั้งนี้การจะรีไฟแนนซ์ใหม่ไม่ว่าจะทำกับธนาคารเดิมหรือธนาคารใหม่ สิ่งที่ต้องพึงมีนั่นคือ ผู้นั้นต้องไม่มีปัญหาการผ่อนล่าช้าหรือขาดผ่อนในช่วงก่อนหน้านี้เลย และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเครดิต เพราะสิ่งเหล่านี้หากไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ ทั้งเรื่องการพูดคุยหรือเรื่องเอกสารหากเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีจะทำให้โอกาสผ่านง่ายขึ้นมากอย่างแน่นอน มาเช็คราคารถยนต์ที่ตลาดรถก่อนเพื่อลองคำนวณค่าใช้จ่ายก่อนออกรถใหม่หรือถอยรถยนต์มือสองเพื่อเซฟค่าผ่อนในแต่ละงวดได้ที่ทาง Mottoraka ได้เลย

วิธีรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด

Image: Carmana