อย่าปล่อยให้รถร้อนจนคุณต้องหัวร้อน รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้เมื่อรถเกิดความร้อน

Home / Cars / อย่าปล่อยให้รถร้อนจนคุณต้องหัวร้อน รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้เมื่อรถเกิดความร้อน
ขึ้นชื่อว่าประเทศไทยแล้ว สิ่งแรก ๆ ที่จะนึกถึงกันก็คงไม่พ้นสภาพอากาศที่ร้อนชื้น จนหลายคนนั้นต้องยอมแพ้ไปตาม ๆ กัน ความร้อนดังกล่าวนอกจากจะส่งผลต่อกับคนโดยตรงแล้ว เชื่อหรือไม่ว่าก็ยังส่งผลต่อตัวรถได้อีกด้วย คำอธิบายง่าย…

ขึ้นชื่อว่าประเทศไทยแล้ว สิ่งแรก ๆ ที่จะนึกถึงกันก็คงไม่พ้นสภาพอากาศที่ร้อนชื้น จนหลายคนนั้นต้องยอมแพ้ไปตาม ๆ กัน ความร้อนดังกล่าวนอกจากจะส่งผลต่อกับคนโดยตรงแล้ว เชื่อหรือไม่ว่าก็ยังส่งผลต่อตัวรถได้อีกด้วย คำอธิบายง่าย ๆ ก็คือ สภาพอากาศของบ้านเรานั้นมีผลกับการระบายความร้อนของรถ หากการระบายความร้อนนั้นไม่สมบูรณ์สิ่งที่จะตามมาก็คืออาการของเครื่องยนต์ที่มีอุณหภูมิสูงจนร้อนจัด ลุกลามเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความเสียหายในส่วนอื่น ๆ ของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศภายในที่ทำงานได้ไม่เหมือนเดิม หรือเลวร้ายที่สุดคือรถเกิดดับกลางทางไม่สามารถขับต่อไปได้

แล้วจะมีวิธีการอย่างไรในการกำจัดปัญหาเหล่านี้ และจะต้องรับมืออย่างไรกับปัญหาความร้อนที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว …ใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งหัวร้อนไป วันนี้ Motto RAKA จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุต่าง ๆ รวมทั้งแนวทางการป้องกันและการแก้ไขเมื่อรถเกิดความร้อนกัน

ท้องฟ้าสีส้ม ก้อนเมฆ และพระอาทิตย์

สิ่งที่น่าหงุดหงิดอย่างหนึ่งของประเทศไทยก็คือเรื่องสภาพอากาศ ซึ่งในวันปกติถึงแม้จะไม่ใช่หน้าร้อนแต่อุณหภูมิก็สูงจนหลาย ๆ คนต้องส่ายหน้า นอกจากอากาศที่ร้อนจัดจะส่งผลกับคนได้แล้ว ตัวรถก็สามารถได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน การสัญจรไปมาด้วยรถในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด ๆ อาจจะประสบปัญหาที่ไม่คาดฝัน หลัก ๆ แล้วก็จะเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิรถที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เครื่องยนต์ร้อนจัดจนกลายเป็นปัญหาที่ลามไปถึงระบบทำความเย็นภายในรถ จนในที่สุดรถก็ดับกลางอากาศจนไม่สามารถขับขี่ต่อไปได้อีก

อาการดังกล่าวนั้นเรียกว่า อาการโอเวอร์ฮีต (Overheating) หรืออาการเครื่องยนต์ร้อนจัด สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยกันจากหลายสาเหตุ ยิ่งถ้าเป็นในช่วงที่มีสภาพอากาศร้อนจัดแล้ว ยิ่งทำให้อาการดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ซึ่งอาการโอเวอร์ฮีตนี้ยังเกิดขึ้นได้กับทั้งรถที่มีอายุการใช้งานมาเยอะแล้วและรถป้ายแดงใหม่เอี่ยมอ่องอีกด้วย เพราะว่าการดูแลเอาใจใส่รถนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งไม่แพ้การขับขี่อย่างปลอดภัย หากไร้ระเบียบวินัยในการหมั่นดูแลรักษาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถเก่าหรือรถใหม่ราคาหลายล้านก็จะเจอกับปัญหาโอเวอร์ฮีตนี้ได้เหมือนกัน

เครื่องยนต์กำลังมีความร้อนขึ้น

อาการของโอเวอร์ฮีตก็คือ เครื่องยนต์จะเกิดความร้อนที่พุ่งสูง เราสามารถสังเกตได้จากเข็มความร้อนที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นตัวรถจะดับไปเองแบบดื้อ ๆ พอจะสตาร์ทใหม่กี่ครั้งก็ยังไม่ติด ถึงแม้จะรอจนเครื่องให้มีอุณหภูมิลดลงแล้วออกไปเติมน้ำ เมื่อกลับมาขับขี่ต่อได้สักครู่อุณหภูมิก็ยังกลับมาสูงเหมือนเดิม นอกจากอาการรถร้อนจนยากจะแก้ไขที่ต้องเผชิญแล้ว อาการหัวร้อนของคุณก็จะตามมาเนื่องจากไม่สามารถทราบได้ว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากส่วนใดของตัวรถกันแน่ ๆ

สาเหตุหลัก ๆ ของอาการโอเวอร์ฮีตก็จะมีได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่ในหม้อน้ำมีปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอ ปั้มน้ำทำงานได้ไม่เหมือนเดิม วาล์วน้ำนั้นชำรุดเสียหาย พัดลมระบายความร้อนหยุดทำงานไปซะดื้อ ๆ หากปล่อยไว้ไม่แก้ไข สิ่งต่อไปที่จะเกิดขึ้นคือ ฝาเสื้อสูบและตัวเสื้อสูบแตกเสียหาย เครื่องยนต์พังจนต้องยกเครื่องกันใหม่ นอกจากนี้ การที่น้ำมันเครื่องมีปริมาณที่ไม่เพียงพอก็สามารถส่งผลให้เกิดความร้อนขึ้นได้เช่นกัน และจะส่งผลต่อเนื่องไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ตัวปะเก็นเกิดการละลายแล้วติดแน่นกับเหล็กเพลาข้อเหวี่ยง หรือความร้อนที่สูงทำให้ลูกสูบไปติดกับเสื้อสูบ ไปจนถึงลูกเพลาที่เบี้ยวเอาได้ง่าย ๆ


ฝากระโปรงรถเปิดและมีควันขึ้นจากความร้อน

สาเหตุของอาการเครื่องยนต์ร้อนจัดและแนวทางการแก้ไขปัญหา

1. ปริมาณของน้ำในหม้อน้ำที่ไม่ได้ตามเกณฑ์

เมื่อรถเกิดความร้อน ปัญหามักจะมาจากหม้อน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหลายคนคงจะปล่อยให้ปริมาณน้ำในหม้อน้ำนั้นน้อยจนแห้ง หม้อน้ำมีรอยรั่วหรือท่อยางนั้นกรอบจนแตกแต่ก็ปล่อยไว้ยังไม่ได้รับการซ่อม ฉะนั้นแล้วจึงต้องหมั่นดูแลรักษาระดับน้ำในหม้อน้ำไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ทางที่ดีคือควรทำการเช็กปริมาณน้ำทุก ๆ 3-4 วันต่อครั้ง หรือมากสุดก็คืออาทิตย์ละ 1 ครั้ง แต่ถ้าหากเติมน้ำในหม้อน้ำแล้วยังมีปริมาณที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ควรรีบแจ้งช่างผู้ชำนาญมาช่วยตรวจสอบถึงปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุด เพราะตัวหม้อน้ำอาจจะเกิดการชำรุดแล้วก็เป็นได้

2. สายพานปั้มน้ำเกิดการเสื่อมสภาพ

สายพานปั้มน้ำก็สำคัญไม่แพ้เช่นกัน เมื่อใช้งานไปสักระยะหนึ่งก็จะเกิดอาการหย่อน ขาด หรือลื่นขึ้นได้ ซึ่งจะส่งทำให้ตัวปั้มน้ำนั้นหยุดทำงาน ทำให้การหมุนเวียนน้ำสำหรับระบายความร้อนให้ตัวเครื่องยนต์หยุดชะงักลง เป็นที่มีของความร้อนที่เกิดขึ้น ดังนั้นให้คุณสังเกตสายพานปั้มน้ำว่ามีรอยแตกลายงาหรือไม่ ถ้าหากมีก็ควรที่จะต้องรีบเปลี่ยนสายพานเส้นใหม่ อย่าชะล่าใจปล่อยไว้จนเกิดปัญหา

เปิดฝาปิดหม้อน้ำขึ้นมาดูความร้อน

3. ฝาปิดหม้อน้ำชำรุด

ตัวหม้อน้ำเองก็จะมีฝาปิดหม้อน้ำ ซึ่งเจ้าตัวฝาปิดนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้สภาวะแรงดันที่สูงอย่างยิ่งยวด รวมทั้งความร้อนที่สูงอยู่ตลอดเวลา หากคุณปล่อยปละละเลยไม่สนใจเจ้าฝาปิดหม้อน้ำนี้ จนเกิดเป็นสนิมหรือชำรุดเสียหายขึ้นมา จะส่งผลต่อระบบสูญญากาศภายในหม้อน้ำไม่ทำงาน เกิดการหยุดชะงักของการไหลเวียนของน้ำในระบบ แน่นอนว่าความร้อนที่พุ่งขึ้นสูงก็จะตามมา จำไว้ว่าเมื่อต้องตรวจเช็กหม้อน้ำและปริมาณน้ำภายในหม้อน้ำ ก็ชายตาไปตรวจเช็กเจ้าฝาปิดหม้อน้ำด้วยเสมอ

4. พัดลมไฟฟ้าไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ 

สำหรับพัดลมไฟฟ้าที่ใช้ในการระบายความร้อนนั้น มีหน้าที่ในการระบายความร้อนจากตัวหม้อน้ำ หากพัดลมนี้หยุดการทำงาน ก็อาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ตัวใบพัดได้รับความเสียหาย แตกหักจนใช้การต่อไม่ได้ หรืออาจจะทำงานอยู่แต่ไม่เหมือนเดิม แรงลมไม่เพียงพอต่อการระบายความร้อน นอกจากนี้เสียงที่ดังของตัวพัดลมก็คือสัญญาณเตือนว่าปัญหานั้นได้เกิดขึ้นแล้ว วิธีการแก้ไขเบื้องต้นก็คือให้คุณไปทำการตรวจเช็กที่ฟิวส์สำหรับควบคุมพัดลมดังกล่าวว่าขาดหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช้ฟิวส์ ก็อาจจะเป็นที่ตัวพัดลมเองที่มีปัญหา ซึ่งเราอาจจะต้องทำการเอารถเข้าศูนย์ซ่อมแล้วเปลี่ยนพัดลมใหม่

ตรวจเครื่องยนต์ดูความร้อนรถยนต์

5. ระบบระบายความร้อนมีสนิม

ในระบบระบายความร้อนนั้นสำคัญอย่างมากที่จะต้องไม่ให้มีสิ่งใดเข้าไปรบกวนการทำงาน เพราะถ้าหากมีบางอย่างเข้ารบกวนการทำงานแล้ว ก็จะสงผลต่อการระบายความร้อนที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ นานวันเข้าอาจจะทำให้ชิ้นส่วนอื่น ๆ เสียหายบานปลายจนรถนั้นพังในที่สุดเพราะความร้อนที่สูงขึ้น

สิ่งที่จะเข้าไปรบกวนระบบระบายความร้อนได้นั้น ได้แก่ สนิมหรือตะกรันที่มักจะสะสมจนเป็นก้อนแล้วอุดตันในระบบระบายความร้อน โดยสามารถอุดตันได้ทั้งภายในท่อน้ำหรือภายในหม้อน้ำเอง นอกจากนี้ในทางระบายน้ำของเสื้อสูบเองก็สามารถเกิดสนิมขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งใบพัดปั้มน้ำอาจจะเสียหายจากการปั้มน้ำที่มีสนิมหลุดรอดเข้าไป 

การตรวจสอบระบบระบายความร้อนว่ามีสนิมอยู่หรือไม่นั้นคุณสามารถทำได้ง่าย ๆ นั่นคือเปลี่ยนถ่ายน้ำในระบบบ่อย ๆ แนะนำว่าควรเปลี่ยนในช่วงที่น้ำมีอุณหภูมิที่สูงหน่อยเพราะตัวสนิมยังไม่ตกตะกอน แต่ถ้าจะให้ชัวร์ว่าสนิมจะหลุดออกจนหมดก็ให้นำรถเข้าศูนย์เพื่อทำการล้างด้วยน้ำแรงดันสูง

6. เทอร์โมสตัทหรือวาวล์น้ำเสียหาย

วาล์วน้ำในระบบระบายความร้อนเองก็จะมีสวิตช์สำหรับการควบคุมการเปิดปิดอยู่ หากเกิดหยุดทำงานหรือตัวเทอร์โมสตัทเสียหายขึ้นมาแล้วนั้น ความร้อนของเครื่องยนต์ก็จะพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว หรือการที่วาล์วน้ำเปิดได้ไม่สุดหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลต่อระบบน้ำหล่อเย็นที่เข้ามาหมุนเวียนไม่เพียงพอต่อการระบายความร้อน ก็ส่งผลทำให้อุณหภูมิพุ่งขึ้นสูงได้เช่นเดียวกัน

สำหรับตัววาล์วน้ำมักจะไม่ค่อยส่งสัญญาณหรือแสดงอาการอะไรออกมาว่ามีปัญหา แต่หลัก ๆ มักจะเจอกับการที่วาล์วน้ำเปิดค้างไว้ไม่ปิด กับการที่วาล์วน้ำปิดแล้วไม่เปิด หากเจอสองกรณีนี้ก็ควรที่จะเปลี่ยนตัววาล์วน้ำเสียใหม่

มือกำลังจับฝาหม้อน้ำเพื่อเปิดดู

7. ตัวปะเก็นฝาสูบไม่สมบูรณ์พร้อมใช้งาน

ปะเก็นฝาสูบที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพจะช่วยให้กำลังอัดทำได้อย่างเต็มที่ หากแต่ว่าถ้าตัวปะเก็นฝาสูบเสื่อมสภาพหรือไม่สมบูรณ์พร้อมใช้งาน นอกจากจะส่งผลต่อกำลังอัดที่ลดลงไปแล้ว ก็จะทำให้ตัวน้ำในหม้อน้ำไหลเข้าสู่กระบอกสูบได้อีกด้วย

การตรวจสอบว่าปะเก็นฝาสูบมีปัญหาหรือไม่ ให้ทำโดยการเปิดฝาหม้อน้ำจากนั้นทำการสตาร์ทเครื่องยนต์ หากสังเกตเห็นฟองน้ำผุดตอนที่สตาร์ทก็อาจจะมีสิทธิ์ที่ฝาสูบจะโก่ง แต่ถ้าดับรถแล้วสังเกตเห็นคราบน้ำมันผสมอยู่ในหม้อน้ำ แบบนี้ปะเก็นฝาสูบโก่งแล้วแน่นอน ต้องรีบไปเข้าศูนย์เพื่อทำการเปลี่ยนโดยทันที

8. น้ำมันเครื่อง

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด บางคนอาจจะคิดว่าน้ำมันเครื่องไม่น่าจะเกี่ยวอะรับการที่เครื่องยนต์ร้อน แต่ผิดถนัด น้ำมันเครื่องนอกจากจะช่วยในการทำให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกแล้วนั้น ก็ยังช่วยในเรื่องของการลดอุณหภูมิภายในเครื่องยนต์ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นการปล่อยปละละเลยไม่สนใจเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หรือปล่อยให้ปริมาณน้ำมันเครื่องต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะทำให้การระบายความร้อนของเครื่องยนต์ไม่สมบูรณ์ ลุกลามไปกระทบกับเพลาข้อเหวี่ยงที่เกิดความร้อนสะสมทำให้ชาร์ปละลายติดกับเพลาในที่สุด

ดังนั้นคุณจึงต้องหมั่นตรวจสอบปริมาณน้ำมันเครื่องอยู่เป็นประจำ เพราะปริมาณน้ำมันเครื่องที่ลดลงนั้น อาจจะมีสาเหตุจากการรั่วซึมจนไหลเข้าสู่ระบบอื่น ๆ อีกทั้งการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อครบตามกำหนดก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้การทำงานของเครื่องยนต์ราบรื่นไม่สะดุดทุกเส้นทางที่คุณขับขี่

ผู้ชายใส่เสื้อสีแดงกำลังตรวจสภาพเครื่องยนต์ความร้อน

สำหรับเบอร์โทรฉุกเฉินในการติดต่อขอความช่วยเหลือเมื่อรถเกิดความร้อนจนยากที่จะควบคุม

หรือแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง สามารถติดต่อได้ตามหมายเลขดังนี้

เมื่อเกิดเหตุขึ้นบนทางด่วน ติดต่อ 1543 สายตรงทางด่วน

เหตุต่าง ๆ บนทางหลวงแจ้ง ตรวจทางหลวง เบอร์ 1193

เมื่อเกิดเหตุบนถนนทางหลวงชนบท ติดต่อ 1146 กรมทางหลวงชนบท

ตรวจสภาพความร้อนรถยนต์