พาชม Aston Martin ในภาพยนตร์ No Time To Die

Home / Cars / พาชม Aston Martin ในภาพยนตร์ No Time To Die
วงการภาพยนตร์กับวงการรถยนต์มีส่วนได้ส่วนเสียกันมาตั้งนานแล้วไม่ว่าจะเป็นหนังแนวไหนก็ตามการสอดแทรกรถยนต์เข้าไปในตัวหนังบางครั้งก็สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชมได้ เนื่องด้วยรสนิยมของคนชมภาพยนต์นั้นค่อนข้างกว้างทำให้บางทีผู้ที่ชมภาพยนต์อาจเกิดความสนใจในตัวรถยนต์ที่ได้รับการ Tie-in เข้าไปแล้วมีความรู้สึกว่า ทำไมรถยนต์คันนี้มันเท่จัง ดูดีจัง น่าซื้อมาขับตามจังเลย เป็นต้น เรียกได้ว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกันทั้งสองฝ่ายทางกองถ่ายก็ได้สปอนเซอร์ทางแบรนด์รถยนต์ก็ได้รับการกระตุ้นความสนใจและการโฆษณาไปในตัว แต่แน่นอนว่าแนวหนังหรือภาพยนตร์ที่จะเหมาะกับการโฆษณารถยนต์มากที่สุด…

วงการภาพยนตร์กับวงการรถยนต์มีส่วนได้ส่วนเสียกันมาตั้งนานแล้วไม่ว่าจะเป็นหนังแนวไหนก็ตามการสอดแทรกรถยนต์เข้าไปในตัวหนังบางครั้งก็สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชมได้ เนื่องด้วยรสนิยมของคนชมภาพยนต์นั้นค่อนข้างกว้างทำให้บางทีผู้ที่ชมภาพยนต์อาจเกิดความสนใจในตัวรถยนต์ที่ได้รับการ Tie-in เข้าไปแล้วมีความรู้สึกว่า ทำไมรถยนต์คันนี้มันเท่จัง ดูดีจัง น่าซื้อมาขับตามจังเลย เป็นต้น เรียกได้ว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกันทั้งสองฝ่ายทางกองถ่ายก็ได้สปอนเซอร์ทางแบรนด์รถยนต์ก็ได้รับการกระตุ้นความสนใจและการโฆษณาไปในตัว แต่แน่นอนว่าแนวหนังหรือภาพยนตร์ที่จะเหมาะกับการโฆษณารถยนต์มากที่สุด และได้ซีนเยอะที่สุดก็คงจะไม่พ้นหนังแนวแอคชั่นอย่างแน่นอน ด้วยความบู้ระห่ำของบทบาทจากหนัง ยิ่งทำให้สามารถส่งเสริมและขายความแรงความสปอร์ตของ ตัวเครื่องยนต์หรือแม้แต่ฉากออกงานในหนังก็สามารถขายความหรูหราของรถยนต์ได้อีกด้วย ที่เราจะเห็นได้บ่อยสุดก็คงจะไม่พ้นหนังสายลับแอคชั่นจากตะกูลหนังเจมส์ บอนด์ 007 อย่าง No time to die  ด้วยความสปอร์ตแต่ก็แฝงไปด้วยลุคของความเป็นผู้ดีของแอสตัน มาร์ติน ทำให้เข้ากับเอกลักษณ์ของเจมส์ บอนด์เป็นอย่างมากทำให้ทั้งเจมส์ บอนด์และแอสตัน มาร์ตินเป็นภาพจำให้แก่ผู้ชมภาพยนต์ชุดนี้ไปเลยทีเดียว บทความนี้เลยจะพาไปชมรถยนต์จากแอสตัน มาร์ตินในหนังตระกูล 007 No time to die ว่าจะมีรุ่นไหนและมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง

โดยในหนังเรื่องนี้ทางแอสตัน มาร์ตินได้ใช้รถถึง 4 รุ่นด้วยกันในการเข้ามาประกอบฉากในสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไปโดยจะเป็นรถยนต์รุ่นใหม่รุ่นพิเศษสำหรับหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะกับรถยนต์รุ่นคลาสสิคสุดเก๋ของค่ายอีก 2 คัน เพื่อให้ตอบโจทย์กับสายลับเจมส์ บอนด์ ที่มีภาพลักษณ์ที่หลากหลาย ยิ่งเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับหนังเรื่องนี้ยิ่งทำให้ความน่าสนใจมีมากขึ้นไปอีกทั้งแฟนหนังเรื่องนี้หรือแฟนคลับวงการรถยนต์ก็ตาม โดยเราจะเริ่มจากรถยนต์รุ่นคลาสสิคในหนังก่อนเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยให้กับผู้อ่านก่อนที่จะไปชมรถยนต์รุ่นใหม่นั่นเอง

รถยนต์คลาสสิคคันแรกที่ได้ไปโผล่ในภาพยนต์นั่นก็คือ แอสตัน มาร์ติน รุ่น V8 Vantage Classic โดยนี่ไม่ใช่การปรากฎตัวครั้งแรกของรถยนต์รุ่นนี้ โดยรถยนต์รุ่นนี้ได้เคยโผล่มาแล้วรอบนึงในภาค The living daylight ที่เรียกได้ว่าสร้างความระห่ำประทับใจให้กับผู้ชมเลยทีเดียว รุ่น V8 Vantage Classic ถือเป็นรถยนต์ในตระกูลรถคลาสสิคของทางแอสตัน มาร์ติน มีกลิ่นอายความวินเทจแต่ก็ยังให้ความรู้สึกลุยๆพร้อมเผชิญทุกสถานการณ์ เหมือนที่ในหนังเจมส์ได้ใช้รถคันนี้ในการติดอาวุธออกบู๊นั่นเอง โดยรถยนต์รุ่นนี้มีน้ำหนักโดยรวมอยู่ที่ 1820 กิโลกรัม ความจุถังอยู่ 5340 cc โดยตัวรถยนต์จะทำความเร็วได้สูงสุด 273 กม/ชม และเร่งความเร็วได้จาก 0-60 กม ภายในระยะเวลา 5.2 วินาที

แอสตัน มาร์ติน รุ่น V8 Vantage Classic

https://www.classicandsportscar.com/features/advantage-aston-martin-driving-v8-vantage

รถยนต์คลาสสิคคันถัดมานี่เรียกได้ว่าเป็นรถยนต์คู่ใจของเจมส์เลยก็ว่าได้ เป็นรถยนต์ที่เปรียบเสมือนเพื่อนซี้ที่พร้อมจะลุยไปพร้อมกับเจมส์ นั่นก็คือรถยนต์ แอสตัน มาร์ติน รุ่น DB5 โดยรถยนต์รุ่นนี้จะเป็นรถยนต์คลาสสิคที่มาในแนวคลาสสิคจ๋าๆเลยทีเดียวมีความโค้งมนของตัวรถ ดีไซน์ไม่หวือหวามเป็นความน้อยที่ดูลงตัว มีความวินเทจ ดูเป็นผู้ดีแต่ก็ไม่ได้ดูอ่อนแอ รถยนต์ตัวนี้จะเป็นแบบสองประตู โดยปรากฎตัวครั้งแรกในภาค Goldfinger เนื่องด้วยรถยนต์รุ่นนี้นั้นถูกนำมาผ่านตาบ่อยผ่านภาพยนต์ตระกูลสายลับนี้ทำให้ช่วงหนึ่งเคยถูกขนานนามว่าเป็น The Most Famous Car in the World หรือรถยนต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลกเลยนั่นเอง โดยบางทีจะถูกเรียกในนามของ the hero จากการที่เป็นคู่หูของพระเอกหนังตระกูลนี้นั่นเอง โดยแอสตัน มาร์ตินรุ่น DB5 นี้นั้นมีน้ำหนักโดยรวมอยู่ 1466 กิโลกรัม มีพละกำลังอยู่ 282 แรงม้า ทำความเร็วได้จาก 0-60 กิโลเมตร ภายในเวลาเพียง 8 วินาที มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 142 ไมล์ต่อชั่วโมง

แอสตัน มาร์ติน รุ่น DB5

https://scardigest.s3.amazonaws.com/wp-content/uploads/20200905002534/Aston-Martin-DB5-James-Bond-Movie-Car-Main-1.jpg

โดยอีกสองรุ่นออกใหม่นั้นเป็นรถยนต์พิเศษสุดเพราะเนื่องจากภาพยนต์ตระกูลสายลับนี้มีอายุครบรอบ 25 ปี ทำให้หนังภาพยนต์เรื่อง No time to die ได้ร่วมมือกับทาง Aston martin ผลิตรถยนต์สุดเอ็กคลูซีฟนี้ออกมาเพื่อเพิ่มความพิเศษให้ตอบรับกับการครบรอบของตัวหนัง  นั่นก็คือรุ่น Aston Martin DBS Superleggera กับ Aston Martin Valhalla นั่นเอง แต่รถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้จะเป็นรถยนต์ที่ถูกผลิตในจำนวนจำกัดเท่านั้นเพื่อสร้างความเอ็กคลูซีฟให้กับตัวรถและตัวภาพยนต์ โดยรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้จะได้รับการออกแบบและดีไซน์ตกแต่งผ่านผู้เชี่ยวชาญของทาง แอสตัน มาร์ตินอย่างพิถีพิถันหากใครอยากจะจับจองเป็นเจ้าของก็ต้องสั่งทำเป็นพิเศษอย่างที่กล่าวไว้ทุกอย่างจะดูพิเศษเพื่อตอกย้ำการครบรอบ 25 ปี ของภาพยนต์นั่นเอง

มาเริ่มกันที่ Aston Martin DBS Superleggera เป็นการรีฟอร์มขึ้นมาจากรถยนต์ DBS รุ่นเก่าของทางแอสตัน มาร์ติน โดย Superleggera นั้นจะแปลว่า เบามาก ๆ ในภาษาอีตาเลียนซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงการพริ้วไหวในการขับขี่และตัวถังที่มีน้ำหนักน้อยตอบรับกับชื่อรุ่นได้เป็นอย่างดี รถยนต์รุ่นนี้จะมีหลังคาและฝากระโปรงที่เป็นไฟเบอร์สีดำเงาพร้อมช่องระบายอากาศที่มีขนาดเหมาะสมกับการระบายความร้อนออกจากเครื่องเพื่อที่จะทำให้รถยนต์รุ่นนี้แรงไม่มีสะดุดนั่นเองและวัสดุส่วนใหญ่ก็จะเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งนั้น ภายในห้องโดยสารก็จะถูกออกแบบมาโดยใช้ความหรูหรามาผสมผสานเข้ากับโทคโนโลยีสมัยใหม่ หนังในห้องโดยสารจะใช้เป็นหนังอัลคันทารา มีหน้าจอแสดงข้อมูลที่กว้าง 8 นิ้ว มีการสั่งการด้วยทัชแพดหรือเสียงได้ นอกจากนี้จะโดดเด่นด้วยกระจังหน้าที่เป็นแบบหกเหลี่ยม ตัวล้อเป็นแบบ Y-spoke ที่มาในขนาดถึง 21 นิ้ว เครื่องยนต์ 5.2 V12 ทวินเทอร์โบ 715 แรงม้า ขณะที่แรงบิดสูงสุด 900นิวตันเมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 340 กม./ชม ทำให้รถยนต์คันนี้ดูเหมือนจะเหมาะกับการเป็นพาหนะสุดพิเศษของเจมส์ในหนังมากขึ้น เหมาะกับลุยหรือนำไปติดอาวุธให้เจมส์ไล่จับผู้ร้ายเลยทีเดียว

Aston Martin DBS Superleggera สีแดง จากมุมมองด้านหน้ารถ

https://www.astonmartin.com/en/models/dbs-superleggera

คันสุดท้ายที่จะได้ไปปรากฎตัวในภาพยนต์ No time to die ก็คือ Aston Martin Valhalla นั่นเอง โดยรถยนต์รุ่นนี้จะพิเศษกว่าเพื่อนตรงที่รุ่นนี้จะเป็นรถยนต์แบบไฮเปอร์คาร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบและพัฒนามาจากรถยนต์แข่งตระกูล F1 จึงเป็นรถยนต์ที่มีความเร็วและแรงที่สุดในภาพยนต์เรื่องนี้ นอกจากนี้ยังถูกผลิตออกมาเพียง 500 คันทั่วโลกเท่านั้นเพื่อตอกย้ำความเอ็กคลูซีฟที่ผู้ซื้อจะได้รับ มีราคาค่าตัวยุโรปและอเมริกาอยู่ที่ราว ๆ 40 ล้านบาทเลยทีเดียว โดยตัวถังทั้งคันของรถยนต์รุ่นนี้จะเป็นแบบคาร์บอนไฟเบอร์รุ่นพิเศษที่ให้น้ำหนักเบาสบายตอบรับกับความแรงในการขับขี่แต่ก็ยังคงไว้ด้วยความแข็งแรงทนทานในอายุการใช้งาน ด้วยวัสดุระดับพรีเมียมแบบนี้จึงทำให้น้ำหนักโดยรวมของ Aston Martin Valhalla อยู่เพียงแค่ 1350 กิโลกรัมเท่านั้นเอง ระบบเครื่องยนต์ก็เป็นแบบ hybrid ที่ใช้ลูกเล่นผสมผสานระหว่างน้ำมันกับพลังงานไฟฟ้าที่มาในรูปแบบ v6 turbocharge ทำให้เครื่องยนต์รุ่นนี้แรงได้ถึง 1000 แรงม้าเลยทีเดียว มีอัตราเร่ง 0-100 กม.ต่อชม. ภายใน 2.5 วินาที และความเร็วสูงสุดมากกว่า 354 กม.ต่อชม ส่วนการตกแต่งภายในค่อนข้างที่จะแปลกตาเพราะไม่ได้มีระบบหน้าจอหรือระบบความบันเทิงมีเพียงที่วางสมาร์ทโฟนและหน้าจอที่แสดงอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ตรงพวงมาลัยเพียงเท่านั้นเอง เลยทำให้รถยนต์รุ่นนี้น่าจะกลายเป็นรถยนต์คันใหม่ของเจมส์ที่จะติดตั้งเทคโนโลยีทันสมัยเอาไว้เพื่อให้ตอบรับกับรูปลักษณ์ของมันนั่นเอง

Aston Martin Valhalla

https://wall.alphacoders.com/big.php?i=1046053

โดยสรุปแล้วในภาพยนต์ชุดสายลับตระกูล 007 เรื่อง No time to die ที่ได้ออกมาฉลองการครบรอบ 25 ปี นั้นก็ได้มีรถยนต์ของทางแอสตัน มาร์ทินเข้าไปร่วมสร้างผลงานด้วยถึง 4 รุ่นด้วยกัน ซึ่งแต่ละรุ่นนั้นก็มีความแตกต่างออกไปตามการใช้งานนั่นเองไม่ว่าจะเป็นฉากที่ต้องบู๊ระห่ำ หรือฉากกินลมชมวิว รถยนต์ของทางแอสตันมาร์ตินก็สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างดีเลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าใครที่เป็นทั้งแฟนคลับของตระกูลหนังสายลับนี้และชอบในรถยนต์ หากได้รับชมภาพยนต์เรื่องนี้จะต้องทำให้คุณอิ่มเอมใจอย่างแน่นอน

เจมส์ บอล ยืนอยู่ข้างหน้า Aston Martin

https://men.mthai.com/app/uploads/2016/03/James-Bonds-Aston-MartinDB103.jpg