เจาะลึกรายละเอียดของเทคโลโลยีรถยนต์สุดล้ำ “SKYACTIVE”

Home / Cars / เจาะลึกรายละเอียดของเทคโลโลยีรถยนต์สุดล้ำ “SKYACTIVE”
ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าหลาย ๆ ภาคส่วนได้มีการรณรงค์และกระตุ้นเกี่ยวกับเรื่อง ของการลดมลพิษในอากาศ โดยจะเห็นจากการที่เราประสบปัญหากับฝุ่น PM 2.5 อยู่เป็นประจำ ทั้งนี้ได้มีการส่งเสริมในการลดการใช้เชื้อเพลิง รวมทั้งกฏเกณฑ์ต่าง…

ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าหลาย ๆ ภาคส่วนได้มีการรณรงค์และกระตุ้นเกี่ยวกับเรื่อง ของการลดมลพิษในอากาศ โดยจะเห็นจากการที่เราประสบปัญหากับฝุ่น PM 2.5 อยู่เป็นประจำ ทั้งนี้ได้มีการส่งเสริมในการลดการใช้เชื้อเพลิง รวมทั้งกฏเกณฑ์ต่าง ๆ ที่นำออกมาบังคับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แน่นอนว่าต้องมีในเรื่องของการใช้พลังงานเชื้อเพลิงร่วมด้วย เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ก็ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์ เพื่อลดการปล่อยมลพิษออกสู่อากาศ และหนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้น “SKYACTIVE” แล้วเทคโนโลยี “SKYACTIVE” จะมีรายละเอียดอะไรบ้างที่น่าสนใจ และที่สำคัญก็คือจะสร้างความแตกต่างจากเทคโนโลยีอย่างอื่นได้หรือไม่ ไปหาคำตอบกันได้จากบทความนี้ของ Motto RAKA กันครับ

อะไรคือเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า “SKYACTIVE”

ประเทศไทยได้รู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกกันว่า “SKYACTIVE” เมื่อปี 2013 โดยทาง Mazda ได้เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีนี้ขึ้นมา เพื่อตอบสนองในเรื่องของการยกระดับและพัฒนาเครื่องยนต์รูปแบบใหม่ ให้มีความแรงที่เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมัน ซึ่งเทคโนโลยี SKYACTIVE จะนำเอาตัวเครื่องยนต์, ระบบเกียร์, บอดี้ และแชสซี มาผสานการทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ

และด้วยความที่เป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้เกิดการประหยัดเชื้อเพลิงได้ดีเยี่ยม อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงเกิดการยอมรับจากทั่วโลก และได้มีการมอบรางวัลให้กับผู้คิดค้นเทคโนโลยีนี้ ไม่ว่าจะเป็นรางวัล “The First Green Car Technology Award Winner” ที่มอบโดย Green Car Journal จากประเทศสหรัฐอเมริกา, รางวัล “Best New Technology of the Year for 2012” จาก Le Guide de l’Auto ประเทศแคนาดา และรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย

เทคโลโลยี SKYACTIVE

องค์ประกอบต่าง ๆ ของเทคโนโลยี “SKYACTIVE”

1.SKYACTIVE-G

เครื่องยนต์ SKYACTIVE-G

จุดเด่นของเทคโนโลยี SKYACTIVE-G

  • เป็นเครื่องยนต์ที่มีการสันดาปในอัตราส่วนที่สูงมากถึง 14:0:1 ซึ่งเลขอัตราส่วนที่สูง ย่อมหมายถึงการประหยัดน้ำมันที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งประหยัดเพิ่มขึ้นถึง 15%
  • สามารถทำให้ค่าไอเสีย CO2 ลดลงได้มากถึง 15% อีกทั้งยังผ่านมาตรฐานข้อบังคับมลพิษยูโร 5
  • มีแรงบิดเพิ่มที่ขึ้นถึง 15% ที่มาจากการทำงานร่วมกันของ 3 ระบบ ได้แก่ ระบบ DISI -Direct injection Spark Ignitions, ระบบ Dual S-VT วาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ และระบบไอเสีย 4-2-1

เทคโนโลยีใหม่ของเครื่องยนต์เบนซินที่เรียกว่า SKYACTIVE-G นี้ มีการพัฒนาจนทำให้ตัวเครื่องยนต์สันดาปภายในนั้นสามารถฉีดเชื้อเพลิงได้โดยตรงเข้าสู่ห้องเผาไหม้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (Direct Injection) ส่งผลต่อัตราส่วนการอัดที่เพิ่มขึ้นสูงที่สุดในโลก อยู่ที่ 14:0:1 โดยสมัยก่อนอัตราส่วนนี้เรามักจะพบได้ในเครื่องยนต์ของรถแข่งซูปเปอร์คาร์เท่านั้น

2.SKYACTIVE-D

เครื่องยนต์ SKYACTIVE-D

จุดเด่นของเทคโนโลยี SKYACTIVE-D

  • เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในโดยมีอัตราส่วนกำลังอัดต่ำมาก โดยอยู่ที่ 14:0:1
  • สามารถประหยัดนํ้ามันได้เพิ่มขึ้นถึง 25% เพราะสามารเกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์กว่าเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ MZR-CD ขนาด 2 ลิตรที่ Mazda ใช้ในปัจจุบัน
  • มีเทอร์โบชาร์จสองขั้น สามารถทำรอบความเร็วได้สูงสุดถึง 5,200 รอบต่อนาที
  • เครื่องยนต์มีนํ้าหนักเบาขึ้นและทนทานมากขึ้น หากเทียบกับเครื่องยนต์ MZR-CD ขนาด 2 ลิตรที่ Mazda ใช้ในปัจจุบัน สามารถลดลงถึง 10% เลยทีเดียว
  • ผ่านมาตฐานข้อบังคับมลพิษยูโร 6 และมีค่าไอเสียของ CO2 ลดลงถึง 20%

SKYACTIVE-D ถือเป็นเทคโนโลยีเครื่องยนต์รูปแบบใหม่ของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล โดยเป็นเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.2 ลิตร และสามารถประหยัดนํ้ามันได้ถึง 18 กิโลเมตรต่อลิตร อีกทั้งยังมีแรงม้าสูงถึง 175 แรงม้า แถมด้วยแรงบิดสูงสุดถึง 420 นิวตัน-เมตร เลยทีเดียว

ความโดดเด่นของเทคโนโลยี SKYACTIVE-D ก็คืออัตราส่วนกำลังอัดที่ต่ำที่สุดในโลก นั่นหมายความว่าเครื่องยนต์ดีเซลนั้นก็จะมีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถผ่านข้อบังคับมลพิษของยุโรป และลดการคายไอเสียออกมา

3.SKYACTIVE-DRIVE

SKYACTIVE-DRIVE

จุดเด่นของเทคโนโลยี SKYACTIVE-Drive

  • เอาข้อดีของเกียร์ CVT คลัสช์แผ่นคู่ (Dual Clutch) และเกียร์อัตโนมัติแบบดั้งเดิมมาผสานเข้าด้วยกัน
  • สามารถควบคุมการขับเคลื่อนโดยตรงตลอดระยะเวลาของการทำงาน คล้ายกับกำลังขับขี่ด้วยเกียร์ธรรมดา และให้การประหยัดเชื้อเพลิงสูงถึง 7% เมื่อเทียบกับเกียร์อัตโนมัติ
  • ด้วยโมดูลเมคคาโทรนิกส์แบบใหม่ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและยังคงความราบเรียบไว้อยู่
  • สามารถเร่งเครื่องได้ดีต่อเนื่อง รวมทั้งสามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์ SKYACTIVE-G และ SKYACTIVE-D

SKYACTIVE-Drive เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อให้มีความราบรื่นในทุกเส้นทางที่ขับขี่ สามารถทำงานและตอบสนองอย่างแม่นยำทั้งเครื่องยนต์แบบเบนซินและแบบดีเซล ราวกับกว่ากำลังขับเกียร์ธรรมดาอยู่ นุ่มนวลเมื่อต้องเร่งแซง และการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็ว เนื่องจากมีการนำเอาข้อดีของเกียร์ CVT และเกียร์คลัตช์คู่มาผสานเข้าไว้ด้วยกัน และที่สำคัญที่สุดของ SKYACTIVE-Drive ก็คือ ทอร์กคอนเวอร์เตอร์ ที่มาพร้อมกับเกียร์เดินหน้าถึง 6 สปีด รวมทั้งระบบคลัตช์ล็อคอัพทุกเกียร์

4.SKYACTIVE-MT (สกายแอคทีฟเอ็มที)

SKYACTIVE-MT

จุดเด่นของเทคโนโลยี SKYACTIVE-MT

  • จากการปรับปรุงโครงสร้างตัวถังทำให้น้ำหนักเบาลงอย่างมาก และช่วงชักของเกียร์นั้นสั้นและราบรื่นขึ้น
  • การจัดวางเครื่องยนต์นั้นมีประสิทธิภาพอย่างมาก เป็นผลมาจากน้ำหนักที่เบาลงกว่าเดิมนั่นเอง
  • สามารถปรับปรุงอัตราของการสิ้นเปลืองน้ำมันได้ เพราะผลจากการลดแรงเสียดทานของกลไกภายใน

SKYACTIVE-MT นั้นคือระบบเกียร์แบบธรรมรุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักเบาลงและดูกะทัดรัดอย่างมาก โดยในช่วงที่เราทำการเปลี่ยนเกียร์นั้นจะรู้สึกราบรื่นและนุ่มนวลแบบไม่มีสะดุด โดยการทำงานนั้นจะถูกวางให้สอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ เปรียบเสมือนกับรถยนต์ที่มีการวางเครื่องยนต์ด้านหน้า รวมทั้งมีระบบขับเคลื่อนล้อหน้าอีกด้วย

5.SKYACTIVE-BODY

SKYACTIVE-BODY

จุดเด่นของเทคโนโลยี SKYACTIVE-BODY

  • มีน้ำหนักที่ลดลงถึง 8% เนื่องจากได้รับการพัฒนาตัวถังแบบใหม่ขึ้นมา มีการใช้เหล็กกล้าที่ทนแรงดึงสูงเข้ามาใช้ในการผลิต
  • ด้วยความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นถึง 30% ทำให้การขับขี่นั้นดียิ่งขึ้น
  • มีสมรรถนะในเรื่องของความปลอดภัยหลังการชนขั้นสูง

SKYACTIVE-BODY คือเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อปรับในเรื่องของนํ้าหนัก จนสามารถทำน้ำหนักได้เบาลงและสามารถเพิ่มความปลอดภัยที่มากขึ้น แน่นอนว่าสามารถทำให้ประหยัดนํ้ามันเชื้อเพลิงได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย และมีการปรับโครงสร้างตัวถังใหม่ ทำให้ตัวรถยนต์มีความแข็งแรงที่สูงขึ้น 30% แก้ไขเรื่องของการสั่นสะเทือนต่าง ๆ รวมทั้งเสียงรบกวนโดยรอบ

6.SKYACTIVE-CHASSIS

SKYACTIVE-CHASSIS

จุดเด่นของเทคโนโลยี SKYACTIVE-CHISSIS

  • ให้ความเสถียรเมื่ออยู่ในช่วงรอบสูงและยังคงความคล่องตัวเมื่ออยู่ในช่วงรอบปานกลาง ผลมาจากการออกแบบของทางวิศวกรรมแบบใหม่ที่ทำให้การวางระบบรองรับที่ด้านหลังนั้นสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
  • น้ำหนักของแชสซีลดลง 14% เพราะระบบรองรับนั้นได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ นั่นก็คือ สตรัทด้านหน้า และเพลาหลังแบบมัลติลิ๊งค์ รวมทั้งยังคงคุณภาพความแข็งแรงเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

SKYACTIVE-CHISSIS คือเทคโนโลยีที่จะทำให้ตัวเราและรถยนต์ของเรานั้นกลายเป็นหนึ่งเดียว มีการดีไซน์ระบบช่วงล่าง รวมทั้งระบบบังคับเลี้ยวขึ้นมาใหม่ สามารถทำให้การควบคุมรถยนต์เป็นไปอย่างคล่องตัว มีเสถียรภาพในทุกเส้นทางของการขับขี่ ถึงแม้จะมีน้ำหนักที่ลดลงถึง 14% แต่ก็ยังอัดแน่นด้วยความแข็งแกร่ง เนื่องจากการใช้วัสดุที่เป็นเหล็กกล้าคุณภาพดีเยี่ยมและมีน้ำหนักที่เบา จึงทำให้รู้สึกว่าตัวเรากับรถยนต์นั้นเป็นหนึ่งเดียวนั่นเอง

แนะนำกับเทคโนยีใหม่ในอนาคตกับ SKYACTIVE-X

SKYACTIVE-X

Mazda ได้ปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ของตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ จนในที่สุดก็สามารถคิดค้นเทคโนโลยี SKYACTIVE ตัวใหม่ล่าสุดขึ้นมา และเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า SKYACTIVE-X โดยนำเอาเป้าหมายหลัก ๆ ทั้งหมด 3 อย่างมารวมไว้ด้วยกัน นั่นก็คือ ความสามารถในการประหยัดน้ำมัน สมรรถนะของการขับขี่ที่ดีขึ้น และต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

SKYACTIVE-X คือการปรับปรุงและพัฒนาเครื่องยนต์เบนซิน โดยนำเอาจุดเด่นของเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลมาผสานเข้าไว้ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ข่าวลือที่ว่าเครื่องยนต์ SKYACTIVE-X จะไม่มีหัวเทียนนั้น ก็เป็นได้แค่เพียงข่าวลือต่อไป เพราะความสำเร็จที่แท้จริงของเทคโนโลยีใหม่นี้ก็คือ หัวเทียน นั่นแหละ เพราะหัวเทียนจะถูกนำมาใช้เป็นตัวควบคุมในการจุดระเบิดด้วยเทคนิคที่เรียกกันว่า การจุดระเบิดด้วยการอัดที่ควบคุมประกายไฟ

นอกเหนือไปกว่านั้น จุดที่โดดเด่นอีกจุดหนึ่งของเครื่องยนต์เทคโนโลยีแบบ SKYACTIVE-X ก็คือ มีการปรับเพิ่มในเรื่องของอัตราส่วนอากาศต่อเชื้อเพลิง หรือที่เรียกกันว่า AF Ratio ให้มีค่าที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้อากาศไปเพิ่มอัตราส่วนความร้อนจำเพาะให้มีค่าสูงขึ้น รวมทั้งช่วยในเรื่องของการลดอุณหภูมิของก๊าซขณะเผาไหม้ หรือจะเรียกว่าเป็นการลดการสูญเสียเนื่องจากการระบายความร้อนก็ได้

จากการปรับปรุงและพัฒนาดังกล่าว จะช่วยทำให้สมรรถนะของรถยนต์นั้นดีขึ้นอย่างมาก โดยปริมาตรของกระบอกสูบในเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรแบบ SKYACTIVE-X นี้ จะสามารถให้แรงบิดสูงขึ้นได้อีก 10% สำหรับในเรื่องของการประหยัดน้ำมันนั้น แน่นอนว่าสามารถประหยัดได้มากขึ้นถึง 20% หากนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องยนต์ SKYACTIVE-G ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และถ้าหากเป็นการขับขี่ที่ความเร็วต่ำแล้วก็จะให้การประหยัดมากถึง 30%

ในอนาคตเราคงจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยี SKYACTIVE-X ที่ผสมผสานเอาข้อดีของเครื่องยนต์แบบเบนซินและแบบดีเซลในเชิงพาณิชย์ ซึ่งทาง Mazda ญี่ปุ่นเองก็ได้เผยออกมาอยู่บ้างว่าจะนำเอาเทคโนโลยี SKYACTIVE-X นี้ไปใช้กับรถยนต์ Mazda 3 เนื่องจากรถยนต์ที่นำมาทดลองขับนั้นเป็นโมเดลของ Mazda 3 จึงทำหลายฝ่ายเชื่อว่าหากเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่นี้ก็คงไม่พ้น Mazda 3 อย่างแน่นอน


เครดิตรูปภาพ: www.mazda.com

ป้ายกำกับ: