ประกันภัยสำหรับรถยนต์แต่ละประเภทคืออะไร?

Home / Cars / ประกันภัยสำหรับรถยนต์แต่ละประเภทคืออะไร?
ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองกับรถยนต์อยู่มากมายหลายประเภท บริษัทประกันหลายเจ้าต่างก็เร่งทำแคมเปญออกบริการพิเศษต่าง ๆ เพื่อดึงดูดคนให้หันมาทำประกันภัยรถยนต์กันมากขึ้น บริการที่ว่านั้นก็มีทั้งการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ไปจนถึงบริการให้ยืมรถยนต์สำหรับการขับขี่ในช่วงที่รถยนต์ของเรานั้นอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม รวมถึงการบริการในเรื่องของการประสานงานกับหน่วยต่าง ๆ…

ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองกับรถยนต์อยู่มากมายหลายประเภท บริษัทประกันหลายเจ้าต่างก็เร่งทำแคมเปญออกบริการพิเศษต่าง ๆ เพื่อดึงดูดคนให้หันมาทำประกันภัยรถยนต์กันมากขึ้น บริการที่ว่านั้นก็มีทั้งการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ไปจนถึงบริการให้ยืมรถยนต์สำหรับการขับขี่ในช่วงที่รถยนต์ของเรานั้นอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม รวมถึงการบริการในเรื่องของการประสานงานกับหน่วยต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ ประกันภัยรถยนต์เองก็มีหลากหลายประเภทให้เราได้เลือกทำและที่เรามักจะเคยได้ยินกันก็คือ ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1, ชั้น 2  และชั้น 3 นั่นเอง

แต่ประกันภัยรถยนต์ในแต่ละประเภทนั้นจะมีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วแบบไหนจะให้การคุ้มครองที่ครอบคลุมแถมยังคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายไป วันนี้ Motto RAKA จะพาไปรู้จักว่าประกันภัยสำหรับรถยนต์แต่ละประเภทคืออะไรบ้าง

ประกันภัยรถยนต์มีกี่ประเภท

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ระบุว่าประกันภัยรถยนต์นั้นถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก โดยประเภทประกันภัยรถยนต์ในตอนนี้ที่เราได้ยินกันจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 ประเภท หรือ 5 ชั้น ซึ่งทั้งหมดนี้เราจะเรียกว่าเป็นประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ทั้งนี้ในแต่ละประเภทก็จะให้ความคุ้มครองที่แตกต่างกันออกไป เราจึงสามารถเลือกทำประภัยรถยนต์ให้เข้ากับการขับขี่ของเราได้

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 จะเป็นประกันที่สามารถให้ความคุ้มครองครอบคลุมมากที่สุดแล้วในบรรดาประกันภัยรถยนต์ทั้งหมด สามารถคุ้มครองตัวผู้เอาประกัน ตัวผู้โดยสาร และรวมถึงบุคคลอื่น ๆ ภายนอก สามารถสรุปความคุ้มครองต่าง ๆ ได้ ดังนี้

  • คุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวรถยนต์ รวมทั้งในกรณีที่รถเกิดการสูญหาย ไฟไหม้ หรือจมน้ำได้อีกด้วย
  • คุ้มครองกับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับชีวิตและร่างกายของบุคคลภายนอก และผู้โดยสารที่มากับรถยนต์ที่มีการทำประกันไว้ ยังรวมไปถึงความเสียหายของทรัพย์สินของบุคคลภายนอกหรือคู่กรณี
  • สำหรับประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ผู้เอาประกันสามารถที่ได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขนั้น ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีคู่กรณีก็ตาม

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1

หากรถยนต์ของเราเป็นรถรุ่นใหม่อายุไม่เกิน 5 ปี และตัวผู้ขับขี่นั้นก็เป็นมือใหม่อีกด้วย การทำประกันชั้น 1 จึงเป็นข้อดีอย่างมาก เพราะด้วยความที่รถเป็นรุ่นใหม่จึงมีความเสี่ยงต่อการสูญหายได้มาก อีกทั้งมือใหม่หัดขับก็อาจจะพลาดพลั้งเกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีในกรณีที่รถยนต์ถูกใช้งานอย่างหนักหรือมีการใช้งานอยู่เป็นประจำ ก็จะมีในเรื่องของความเสี่ยงเกี่ยวกับลักษณะของการใช้งาน ดังนั้นแล้วรถที่ถูกใช้งานบ่อยก็ย่อมต้องการความคุ้มครองที่มากขึ้น

สำหรับโปรโมชันที่มากับประกันชั้น 1 นั้น ยกตัวอย่างเช่น ประกันภัยจาก TQM ที่จะเพิ่มในส่วนของประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา ในกรณีที่อุบัติเหตุนั้นมีผู้เสียชีวิตและกลายเป็นคดีอาญา ทางประกันจะทำการช่วยเหลือในเรื่องของการประกันตัวผู้ขับขี่ตามทุนประกัน

หรือในปัจจุบันก็จะมีที่มีโปรโมชันที่เป็นประกันรถเปิด-ปิด แบบ Top-Up จะเป็นรูปแบบประกันที่มีการจ่ายเมื่อมีการขับขี่ หากไม่ได้ขับก็ไม่จำเป็นต้องจ่าย โดยในส่วนนี้จะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า TVI-Connect คอยนับชั่วโมงในการขับขี่ ซึ่งการนับระยะเวลาจะมาจากเวลาที่เปิดประกันต่อเนื่องไปจนถึงเวลาที่ปิดประกัน นับตามจริงเป็นนาทีไม่มีการปัดเศษวินาทีแต่อย่างใด ความคุ้มค่าอีกอย่างหนึ่งก็คือ ราคาสำหรับค่าเบี้ยประกันแบบ Top-Up นี้จะมีราคาที่น้อยกว่าประกันชั้น 1 ทั่วไปอย่างมาก

ประกันภัยรถมีกี่ประเภท - ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1

อย่างไรก็ตาม มักจะมีคำถามตามมาอยู่เสมอถ้าเกี่ยวข้องกับประกันชั้น 1 นั่นก็คือ เราจะสามารถนำรถยนต์เข้าไปซ่อมที่ศูนย์บริการหรือซ่อมที่อู่ดี

ทั้งสองอย่างถือว่ามีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป หากเราเลือกที่เข้ารับการซ่อมที่ศูนย์บริการ แน่นอนว่าเราจะได้รับการบริการที่ได้มาตรฐานอยู่แล้ว พร้อมกับอะไหล่ของแท้ที่มีไว้รองรับ เนื่องจากศูนย์บริการจะสั่งตรงมาจากโรงงานเลยทีเดียว นอกจากนี้จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำอีกขั้น แต่ข้อเสียที่จะตามก็คือการที่จะต้องจ่ายเบี้ยประกันที่สูงขึ้น และบางศูนย์บริการของค่ายรถนั้น ๆ ไม่ได้มีศูนย์อยู่ทั่วประเทศ

สำหรับคนที่เลือกจะซ่อมที่อู่นั้น สามารถเลือกซ่อมกับอู่ที่อยู่ในหรือนอกเครือบริษัทประกันภัยได้ แต่จะสบายกว่าถ้าเลือกอู่ในเครือ เพราะไม่จำเป็นต้องสำรองเงินเพื่อจ่ายก่อนแต่อย่างใด ซ่อมเสร็จสามารถนำรถยนต์ออกจากอู่ได้เลย แต่กับอู่นอกเครือบริษัทประกันภัย ยังมีข้อดีคือความสบายใจของเราเองในการเลือกอู่ซ่อม  ซึ่งอาจจะเป็นอู่ที่เราเห็นรีวิวจากคนใช้บริการก่อนหน้านี้มาแล้ว หรืออาจจะอยู่ใกล้กับที่พักอาศัยของเรา แต่ไม่ว่ายังไงก็ยังมีข้อเสียในเรื่องความเสี่ยงของการอาจโดนยัดอะไหล่ปลอมมาในรถยนต์ได้

ประกันภัยรถมีกี่ประเภท - ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2 และ 2+

เริ่มที่ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2 ก่อน จะลักษณะการให้ความคุ้มครองคล้ายคลึงกับประกันรถยนต์ชั้น 1 สามารถให้ความคุ้มครองครอบคลุมถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับตัวคู่กรณี ไปจนถึงการคุ้มครองในทรัพย์สินของบุคคลภายนอก นอกจากนี้ ยังสามารถคุ้มครองกรณีที่ไฟไหม้รถยนต์ ข้อดีอย่างหนึ่งที่ประกันชั้น 2 มีอยู่ก็คือเบี้ยประกันที่ถูกกว่าชั้น 1

แต่ข้อเสียของประกันชั้น 2 นั้นคือการไม่ให้ความคุ้มครองกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับตัวรถยนต์ ทำให้หลาย ๆ คนมักจะหนีไปทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+ กันเสียมากกว่า

  • ประกันชั้น 2 คุ้มครองและซ่อมให้กับคู่กรณีเท่านั้น ไม่ใช่กับเรา
  • คุ้มครองต่อความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของคู่กรณี
  • คุ้มครองต่อการสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์คันที่เอาประกันภัย

ประกันภัยรถมีกี่ประเภท - ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2 และ 2+

มาถึงประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+ ลักษณะของการคุ้มครองจะคล้ายกับชั้น 2 แทบจะทุกประการ แต่ที่เพิ่มเข้ามาจะเป็นในส่วนของการคุ้มครองกับผู้เอาประกันด้วย แต่ต้องเป็นในกรณีที่เรานั้นเกิดอุบัติเหตุไปเฉี่ยวชนเข้ากับยานพาหนะทางบกเท่านั้น ถ้าเป็นแบบนี้จะได้รับการซ่อมรถยนต์ทั้งคู่กรณีและของเราเอง

ประกันชั้น 2+ จึงมีหลายคนที่สนใจทำอยากมาก เพราะเบี้ยประกันถูกแต่ได้รับการคุ้มครองน้อง ๆ ประชั้น 1 เลย

  • คุ้มครองกรณีที่มีการบาดเจ็บ, เสียชีวิต,  รถหาย หรือไฟไหม้  แต่ต้องชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น
  • คุ้มครองต่อชีวิตหรืออนามัยของบุคคลภายนอก รวมถึงผู้โดยสารคนอื่น ๆ

ประกันภัยรถมีกี่ประเภท - ประกันภัยรถชั้น 2 และ 2+

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3 และ 3+

ลดหลั่นลงมาถึงประกันรถยนต์ชั้น 3 การให้ความคุ้มครองก็จะเริ่มลดน้อยลงมากจากประกันภัยรถยนต์ชั้น 2 เหลือเพียงแค่การคุ้มครองต่อชีวิตและร่างกายของบุคคลภายนอก และตัวผู้โดยสารที่มากับรถยนต์ นอกจากนี้ ยังให้ความรับผิดชอบต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกด้วย ว่าง่าย ๆ ก็คือ ซ่อมเขา แต่ไม่ซ่อมเรา นั่นเอง

ข้อดีที่เห็นได้ชัดของประกันชั้น 3 คือ เบี้ยประกันที่ถูกแสนถูกในระดับไม่กี่พันบาท เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน หรือเป็นรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานมานานแล้ว ข้อเสีย คือ การที่ไม่มีการคุ้มครองต่อรถที่ถูกไฟไหม้และเกิดการสูญหาย

  • คุ้มครองต่อความเสียหายต่อชีวิต หรืออนามัยของบุคคลภายนอกเท่านั้น
  • คุ้มครองต่อรถยนต์และทรัพย์สินของคู่กรณีเท่านั้น เฉพาะในกรณีที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด

ประกันภัยรถมีกี่ประเภท - ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3 และ 3+

สำหรับประกันรถยนต์ชั้น 3+ จะได้รับการคุ้มครองเพิ่มเติมขึ้นมาจากประกันชั้น 3 เฉพาะในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนเข้ากับยานพาหนะทางบกเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ด้วยกัน หรือว่าจะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ และต้องเป็นการเกิดอุบัติเหตุที่มีคู่กรณีด้วยเท่านั้น หากไม่มีคู่กรณีหรือคู่กรณีหนีหายไป ก็จะไม่สามารถทำการเคลมประกันกับความสูญเสียที่เกิดแก่รถยนต์ของเราได้

เบี้ยประกันชั้น 3+ มีราคาที่ถูก ซ่อมได้ทั้งรถยนต์ของเราและคู่กรณี แต่ข้อเสียจะคล้ายกับประกันชั้น 3 นั่นคือ ไม่คุ้มครองในกรณีสูญหายและไฟไหม้

  • คุ้มครองต่อชีวิต หรืออนามัยของบุคคลภายนอก และผู้โดยสารในรถยนต์นั้น
  • คุ้มครองต่อรถยนต์คันเอาประกันภัย กรณีชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น

ประกันภัยรถมีกี่ประเภท - ประกันภัยรถชั้น 3 และ 3+

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 4

ปิดท้ายกันด้วยที่ประกันภัยรถยนต์ชั้น 4 ซึ่งจะเป็นประกันที่หลายคนไม่ค่อยมีใครได้ยินหรือถ้าได้ยินก็ไม่ค่อยจะสนใจสักเท่าไหร่ เนื่องจากให้การคุ้มครองที่ไม่ค่อยครอบคุมมากเท่าที่ควร และเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้อดีที่ประกันชั้น 4 มีก็คือเบี้ยที่มีราคาที่ถูกที่สุดในบรรดาประกันชั้นต่าง ๆ ทั้งนี้ จะให้การคุ้มครองเฉพาะทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเท่านั้น ไม่มีการคุ้มครองให้ในกรณีที่บุคคลภายนอกเกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุนั้น ๆ

ประกันภัยรถมีกี่ประเภท - ประกันภัยรถยนต์ชั้น 4