ปัจจัยที่สำคัญในการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามีอะไรบ้าง เรามีคำตอบ

Home / Cars / ปัจจัยที่สำคัญในการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามีอะไรบ้าง เรามีคำตอบ
นวัตกรรมยานยนต์ในปัจจุบันนั้นถือได้ว่ามีการพัฒนาที่หลากหลายเป็นอย่างมาก สามารถตอบโจทย์คนใช้รถยนต์ให้ได้รับความสะดวกสบายในการขับขี่และได้รับความปลอดภัยตลอดการเดินทาง แต่เพียงแค่นั้นคงยังไม่พอ นวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้กับยานยนต์นั้นยังสามารถอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยมลพิษได้มากกว่าเดิมอีกด้วย รถยนต์ไฟฟ้าก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญในปัจจุบันและอนาคตที่กำลังจะมาถึง หลาย ๆ ค่ายก็ได้เริ่มพัฒนาและเผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำของตัวเอง รวมทั้งออกจำหน่ายในท้องตลาดกันบ้างแล้ว…

นวัตกรรมยานยนต์ในปัจจุบันนั้นถือได้ว่ามีการพัฒนาที่หลากหลายเป็นอย่างมาก สามารถตอบโจทย์คนใช้รถยนต์ให้ได้รับความสะดวกสบายในการขับขี่และได้รับความปลอดภัยตลอดการเดินทาง แต่เพียงแค่นั้นคงยังไม่พอ นวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้กับยานยนต์นั้นยังสามารถอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยมลพิษได้มากกว่าเดิมอีกด้วย

รถยนต์ไฟฟ้าก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญในปัจจุบันและอนาคตที่กำลังจะมาถึง หลาย ๆ ค่ายก็ได้เริ่มพัฒนาและเผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำของตัวเอง รวมทั้งออกจำหน่ายในท้องตลาดกันบ้างแล้ว แต่กับมือใหม่ที่กำลังมองหานวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำนี้จะต้องพิจารณาจากปัจจัยใดบ้าง หากจะต้องการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสักคัน วันนี้ Motto RAKA หาคำตอบมาให้แล้วกับปัจจัยที่สำคัญในการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

1. ศึกษาการใช้งานและวางแผนการเดินทางของตัวเอง

การจะตัดสินใจเลือกซื้ออะไรสักอย่างที่มีมูลค่าสูง ๆ นั้น เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาและวางแผนอย่างรัดกุม เช่นเดียวกันกับการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสักคัน เพราะนี่คือนวัตกรรมใหม่ที่ยังถือได้ว่าเป็นเรื่องใหม่พอสมควรและยังไม่เป็นที่นิยมมากเท่าไหร่สำหรับประเทศไทย เนื่องจากหลาย ๆ คนยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเทคโนโลยีเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า ก่อเกิดเป็นความกังวลในหลาย ๆ เรื่อง ทำให้มีกระแสที่ไม่แรงมากนัก

ฉะนั้น หากเราจะตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาให้ละเอียดและรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มค่าและประโยชน์ใช้สอยที่จะได้รับในแต่ละวัน หากจะต้องเดินทางไปทำงานหรือขับขี่ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ต้องมั่นใจได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถพาเราไปได้ตามที่ต้องการ เพราะการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้งรถยนต์ไฟฟ้าจะวิ่งได้ไกลประมาณ 300-400 กิโลเมตร และสถานีชาร์จในประเทศไทยที่ยังมีไม่มาก ดังนั้น ในตอนนี้รถยนต์ไฟฟ้าจึงอาจจะเหมาะกับการวิ่งในตัวเมืองหรือจุดหมายปลายทางที่ไม่ไกลนักมากกว่า

ผู้หญิงกำลังชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าที่ฝากระโปรงด้านหน้า

2. ลดมลพิษและยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ก่อนอื่นเราต้องรู้จักประเภทของรถยนต์ไฟฟ้ากันก่อน โดยรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

  • รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle, EV)
  • รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ (E-Power Technology)
  • รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle, HEV)

โดยในแต่ละประเภทนั้นก็จะมีการใช้งานพลังงานไฟฟ้าในอัตราส่วนที่แตกต่างกันออกไป หากเราตัดสินใจที่จะเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกทั้งยังช่วยลดมิลพิษได้มากแล้วนั้น ก็ควรจะเลือกซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือ รถ EV เพราะถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าประเภทเดียวที่ใช้พลังงานจากไฟฟ้าแบบ 100% ไม่มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด ถือเป็นการช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้อีกทางหนึ่งด้วย

รถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จไฟ

3. ตอบโจทย์กับการชาร์จไฟที่หลากหลาย

ส่วนที่สำคัญอย่างมากของรถยนต์ไฟฟ้านั่นก็คือ รูปแบบของการชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ เพราะนี่คือแหล่งพลังงานที่สำคัญที่จะทำให้รถยนต์ขับเคลื่อนไปได้ตลอดทุกเส้นทาง แต่การชาร์จไฟ ของรถยนต์นั้นก็มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ ทางที่ดีเราควรจะต้องพิจารณารถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ กับการชาร์จไฟที่หลากหลายด้วย

โดยในปัจจุบันการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่

การชาร์จไฟแบบ Quick Charger การชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charging)

การชาร์จแบบนี้จะต้องทำการชาร์จกับตู้ EV Charger หรือสถานีชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นการจ่ายไฟเข้าไปที่แบตเตอรี่โดยตรง ใช้ระยะเวลาในการชาร์จไฟอยู่ที่ 40-60 นาที โดยวิธีนี้ เป็นการชาร์จไฟที่เร็วที่สุด สามารถใช้ได้กับหัวชาร์จแบบ CHAdeMo เป็นที่นิยมกันอย่างมาก ในประเทศแถบเอเชีย และสำหรับหัวชาร์จแบบ CCS นั้นมักจะนิยมใช้ในประเทศแถบยุโรปและอเมริกา

การชาร์จไฟแบบ Normal Charger ที่ใช้เครื่องชาร์จ Wall Box

สำหรับการชาร์จไฟแบบนี้ จะเป็นการชาร์จด้วยไฟกระแสไฟฟ้าสลับหรือที่เรียกว่า AC Charging ซึ่งจะมีการติดตู้สำหรับชาร์จไฟตามผนังในห้างสรรพสินค้าหรือโรงแรม โดยการชาร์จด้วยวิธีนี้จะใช้ระยะ เวลาในการชาร์จอยู่ที่ 4-9 ชั่วโมง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่ที่เราใช้ รวมถึงรุ่นของรถยนต์ไฟฟ้าของเราอีกด้วย

การชาร์จไฟแบบ Normal Charger ที่ต่อจากเต้ารับภายในบ้านโดยตรง

สำหรับการชาร์จแบบนี้จะเหมาะสำหรับคนที่ชอบการชาร์จไฟที่บ้านของตัวเอง แต่ต้องทำใจ ในเรื่องของระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จ เพราะใช้ระยะเวลานานถึง 12-15 ชั่วโมง อีกทั้งมิเตอร์ไฟ ของบ้านนั้นต้องสามารถรองรับกระแสไฟฟ้าขั้นต่ำที่ 15(45)A และตัวเต้ารับไฟในบ้านนั้นก็ต้องได้รับ การติดตั้งใหม่ให้เป็นเต้ารับที่รับกับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และนอกจากนี้ก็ยังจะต้องติดตั้งตัวตัดไฟฟ้า แบบอัตโนมัติสำหรับตัดไฟเมื่อชาร์จไฟเต็มแล้วหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ที่ชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้า

4. ต้องมีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จไฟเพียงพอแล้ว

อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้านั้นก็คือพลังงานไฟฟ้า ดังนั้น การชาร์จไฟให้กับแบตเตอรี่รถยนต์นั้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย แต่อย่างไรก็ตามการชาร์จไฟฟ้านั้น ก็ต้องคำนึงถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างการชาร์จหรือหลังจากการชาร์จเสร็จสิ้นแล้ว เพราะถ้าหากปล่อยปละละเลยเรื่องความปลอดภัยในจุดนี้ก็อาจจะหมายถึงชีวิตและทรัพย์สินของเรา นั่นเอง ดังนั้นระบบตัดไฟเมื่อมีการชาร์จไฟที่เพียงพอแล้วจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการชาร์จแบตเตอรี่

แต่ก็มีหลายคนที่ยังกังวลถึงการชาร์จไฟซ้ำ ๆ ว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อตัวแบตเตอรี่ทำให้เสื่อมสภาพได้เร็วและอายุการใช้งานสั้นลงหรือเปล่า โดยทั่วไปแล้วแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ามักจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 6-8 ปี โดยจะมีการกำหนดระยะเวลาและระยะทางในการรับรอง ยกตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าของ Nissan LEAF นั้น จะมีการรับรองอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ 8 ปี หรือที่ 160,000 กิโลเมตร โดยระยะเวลาและระยะทางดังกล่างถือว่าเป็นมาตรฐานอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่เทียบเท่ากับอายุการใช้งานของรถยนต์ทั่ว ๆ ไป

หัวชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้า

5. รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ EV CAR ในประเทศไทยนั้นมีแบบไหนบ้าง

สำหรับในประเทศไทยนั้น มีค่ายรถยนต์หลากหลายค่ายที่เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ากันแล้ว ซึ่งแต่ละค่ายและแต่ละรุ่นนั้นก็จะมีประเภทการใช้พลังงานไฟฟ้าที่แตกต่างกันออกไป สามารถจำแนกออกได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่

HEV-Hybrid Electric Vehicle

เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ผสานการทำงานร่วมกัน เมื่อรถยนต์นั้นใช้ความเร็วสูงขึ้นหรือพลังงานแบตเตอรี่ลดลงไปถึงจุดที่จะต้องทำการชาร์จประจุไฟฟ้าแล้ว ตัวระบบนี้ก็จะไปใช้เครื่องยนต์ในการสันดาปแทนการใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้า ยกตัวอย่างเช่น Toyota Camry Hybrid, C-HR Hybrid, Nissan X-trail Hybrid ไปจนถึง Honda Accord Hybrid

BEV-Battery Electric Vehicle

รถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้จะพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าแบบ 100% มีการใช้งานเพียงแค่ตัวมอเตอร์ไฟฟ้า ที่จะช่วยให้พลังงานแก่รถยนต์ โดยรถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้จะมีราคาที่ถูกกว่าประเภทอื่น รวมทั้งค่าบำรุงรักษาก็จะน้อยกว่าอีกด้วย ยกเว้นในเรื่องของการคำนวณระยะทาง ที่จะวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และจะต้องคำนึงถึงความแพร่หลายของสถานีชาร์จด้วย

ยกตัวอย่างรถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้ที่มีขายในประเทศไทย ได้แก่ Nissan Leaf, Jaguar I-PACE, Audi e-Tron, BYD B6, Hyundai KONA, FOMM ONE, Mine SPA1 รวมถึง KIA Soul EV ด้วย

PHEV-Plug-in Hybrid Electric Vehicle

เป็นรถยนต์ที่มีการทำงานคล้ายกับรถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริดแต่สามารถทำการชาร์จไฟได้ อีกทั้งยังสามารถขับเคลื่อนด้วยการใช้ไฟฟ้าเป็นระยะทางที่ไกลกว่าระบบไฮบริด เพราะตัวแบตเตอรี่นั้น สามารถเก็บประจุได้อย่างมาก นั่นทำให้รถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้มักจะมีราคาที่สูงเอามาก ๆ ยกตัวอย่างเช่น Porsche CAYENNE, BMW Series3, 5 และ 7, Volvo รุ่น XC60 และ XC90, และ Mercedes-Benz รุ่น S-Class และ E-Class เป็นต้น

FCV-Fuel Cell Vehicle

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้ จะมีการใช้พลังงานจากไฮโดรเจนเหลวมาใช้ในการผลิต กระแสไฟฟ้าแทนที่การเก็บไฟฟ้าไว้ที่ตัวแบตเตอรี่ ซึ่งจะมีข้อจำกัดในเรื่องของสถานีสำหรับเติมเชื้อเพลิงที่มี อยู่ค่อนข้างน้อย อีกทั้งการเก็บไฮโดรเจนเหลวที่อยู่ในถังบรรจุไว้ภายในรถยนต์ก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างมาก แถมยังมีราคาที่สูงมาก ในประเทศไทยจึงยังไม่มีรถยนต์ประเภทนี้ในตลาด

รถยนต์กำลังชาร์จไฟ

6. ช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่า

โดยจะเสียค่าไฟครั้งละ 90-150 บาท/การชาร์จหนึ่งครั้ง หรือประมาณ 0.60 – 1 บาท/กิโลเมตร เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 บาท/กิโลเมตร ทำให้สามารถประหยัดค่าเชื้อเพลิงรถไปได้มากกว่า 2-3 เท่า

แน่นอนว่ารถยนต์ไฟฟ้านั้น พลังงานที่ใช้ย่อมต้องเป็นกระแสไฟฟ้า จึงหมดกังวลเรื่องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอีกต่อไป ซึ่งค่าไฟในแต่ละครั้งนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 90-150 บาทสำหรับการชาร์จไฟเพียงหนึ่งครั้ง หรืออยู่ที่ประมาณ 0.60-1 บาทต่อกิโลเมตร และเมื่อทำการเทียบกับราคาน้ำมันที่ 3 บาทต่อกิโลเมตรแล้ว ก็จะสามารถช่วยเราประหยัดค่าเชื้อเพลิงเหล่านี้ได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่า แถมค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซมต่าง ๆ นั้นก็ถูกกว่าอีกด้วย

แต่ก็จะมีในส่วนของราคารถยนต์ไฟฟ้าที่จะมีราคาแพงกว่าอย่างเห็นได้ชัด และส่วนสำคัญที่ต้องระวังก็คือตัวแบตเตอรี่ หากได้รับความเสียหายแล้วก็อาจจะต้องเสียเงินในการเปลี่ยนใหม่ โดยจะมีราคาประมาณ 372,000-558,000 บาทต่อคัน ถือว่าราคาสูงพอตัวทีเดียว แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนามานั้นทำให้ตัวแบตเตอรี่ที่ใช้งานกันอยู่มีความทนทานและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

คนกำลังเปิดระบบชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือ

7. รถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายไหนที่โดนใจและเหมาะกับสไตล์การขับขี่

ถึงแม้ประเทศไทยอาจจะยังไม่แพร่หลายในเรื่องขององค์ความรู้และความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้ามากเท่าไหร่เมื่อเทียบกับต่างประเทศ แต่ในปัจจุบันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มที่จะมีกระแสที่คึกคักขึ้นเรื่อย ๆ หลาย ๆ ค่ายเริ่มเผยแพร่องค์ความรู้และประชันโฉมรถยนต์ไฟฟ้าของตัวเองกันมากขึ้น ดังนั้น ในการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าค่ายไหนนั้น ก็ต้องพิจารณาจากข้อมูลต่าง ๆ ของแต่ละค่าย เพื่อการตัดสินใจเลือกซื้อให้เหมาะสมกับสไตล์การขับขี่ของเรา

ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการจะเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง FOMM One ก็จะต้องทราบว่ารถยนต์รุ่นนี้เป็นแบบ 4 ที่นั่ง ตัวแบตเตอรี่สามารถจุได้ 11.8 kWh และวิ่งได้เป็นระยะทางถึง 160 กิโลเมตรต่อการชาร์จเพียงหนึ่งครั้ง หัวชาร์จเป็นแบบ AC Type2 เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะทำให้การตัดสินใจต่าง ๆ ง่ายดายยิ่งขึ้น

ผู้ชายกำลังเสียบหัวชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้าด้านหน้า