EV Car 2021 ส่องอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าเมืองไทย

Home / Cars / EV Car 2021 ส่องอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าเมืองไทย
ถึงวันนี้คงไม่ต้องถามกันแล้วว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะแจ้งเกิดได้หรือไม่? แต่คำถามควรจะเปลี่ยนใหม่ เป็นเร็วแค่ไหนที่รถยนต์ไฟฟ้าจะมาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน เพราะเทรนด์ของโลกวันนี้ อย่างไรเสียรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ก็มาแน่ๆ และประเทศไทยเราในฐานะที่มีอุตสาหกรรมยานยนต์อยู่ในอันดับต้นๆ ของอาเซียน…

ถึงวันนี้คงไม่ต้องถามกันแล้วว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะแจ้งเกิดได้หรือไม่? แต่คำถามควรจะเปลี่ยนใหม่ เป็นเร็วแค่ไหนที่รถยนต์ไฟฟ้าจะมาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน เพราะเทรนด์ของโลกวันนี้ อย่างไรเสียรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ก็มาแน่ๆ และประเทศไทยเราในฐานะที่มีอุตสาหกรรมยานยนต์อยู่ในอันดับต้นๆ ของอาเซียน จะปรับตัวอย่างไร? เราจะทันไหมต่อการเปลี่ยนแปลง? และผู้บริโภคล่ะ? ถึงเวลาหรือยังกับการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสักคันไว้ในงาน? ใต้บรรทัดของบทความนี้จะมีคำตอบให้คุณ

BMW กำลังชาร์จไฟ

EV Car ตลาดโลกแรงไม่หยุด

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกปี 2020

จากข้อมูลของ IHS Markit ศูนย์วิจัยด้านการตลาดระดับโลก ได้ใช้ข้อมูลว่า ยอดขายทั่วโลกของรถยนต์ไฟฟ้าคาดว่าจะสูงถึง 2.5 ล้านคันในปี 2020 และหลังวิกฤติ Covid-19 ผ่านไปจะพิ่มขึ้นจากเดิมอีกประมาณ 70% ในปี 2021

โดยส่วนแบ่งการตลาดสำหรับปี 2021 ประเทศจีนยังคงเป็นผู้นำด้านตลาดยานยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยมียอดจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 44% และตามมาด้วยฝั่งยุโรป 28% ในขณะที่อเมริกาเหนือที่มีส่วนแบ่ง 16% เท่านั้น

ส่วนแบ่งการตลาด รถยนต์ไฟฟ้า BEV ปี 2020

และค่ายรถที่ครองส่วนแบ่งตลาด BEV สูงสุดในปี 2020 อันดับหนึ่งยังคงเป็นTeslaโดยมียอดขายทั่วโลก 499,535 คัน มีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลก 23% อันดับสอง คือ SAIC 243,201 คัน ส่วนแบ่งตลาด11% อันดับสาม Volkswagen Group 227,394 คัน ส่วนแบ่งตลาด 11% อันดับสี่ Renault-Nissan-Mitsubishi Alliance172,673 คัน ส่วนแบ่งตลาด 8% และอันดับห้า BYD 131,705 คัน ส่วนแบ่งตลาด 6%

Elon Musk และ Tesla

ค่ายรถยนต์ในยุโรปหลายแห่งเตรียมยกเลิกผลิตเครื่องยนต์ใช้น้ำมัน

ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ใหม่อย่าง Tesla, Polestar และ Rivian นั้นเริ่มต้นจากการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าโดยตรง จึงไม่มีห่วงที่คอยรั้งเหมือนค่ายรถเดิมที่ยังต้องดูแลลูกค้าที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปด้วยน้ำมันอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นตัวเลขการเติบโตของราคาหุ้นของบบริษัทรถยนต์พลังไฟฟ้าทำให้ค่ายรถเดิมต้องหันมามองว่า เราจะเอาอย่างไรกันต่อไปดี

มุมมองด้านหน้าของ Rivian

เจเนอรัลมอเตอร์ส GM ได้ประกาศว่าจะผลิตรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2583 และเตรียมใช้ GMC Hummer แบรนด์ที่เคยสร้างชื่อกลับมาทำตลาดเอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100%

ในขณะที่ BMW Group ก็ได้ประกาศแผนการที่จะเปลี่ยนแบรนด์รถยนต์ขนาดเล็กอย่าง MINI ให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้าภายในต้นปี 2030 และ Mini ก็ได้ร่วมมือกับ Great Wall ของจีนที่มีกำลังผลิตรถไฟฟ้าได้ถึง 160,000 คันต่อปีด้วย

ส่วน Jaguar Land Rover แบรนด์หรูของอังกฤษ ก็เตรียมที่จะเลิกผลิตเครื่องยนต์สันดาปภายในปี 2582 ตามมาด้วย Volvo ที่จะเลิกผลิตเครื่องยนต์ใช้น้ำมันเต็มรูปแบบภายในปี 2573 เช่นกัน

Polestar Precept

Boston Consulting Group (BCG) บริษัทให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการจากประเทศสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่า รถยนต์ไฟฟ้า จะมีส่วนแบ่งแซงหน้ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปในปี 2030

ด้วยอัตราการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดโลกสูงขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์มาก โดยจะมีส่วนแบ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของตลาดโลกในปี 2025 และขึ้นไปอยู่ที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 51% ในปี 2030

โดยปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ OEM ชั้นนำของโลกหลายราย มีแผนลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้ารวมแล้วเป็นมูลค่าสูงกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 10 ปีข้างหน้านี้

จีนมหาอำนาจรถยนต์ไฟฟ้า

ปัจจุบันประเทศจีนเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และจะยังคงเป็นต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ปี 2020 จีนมียอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า 1.2 ล้านคัน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในโลก และ Tesla Model 3 ที่ผลิตที่โรงงานกิกะแฟคทอรีในนครเซี่ยงไฮ้ของจีนก็มีความเร็วในการผลิตถึง 4,000 คันต่อสัปดาห์

รถยนต์ EV หลายร้อยคันจอดอยู่กลางแจ้งBYD จับมือกับ Arsenal

ประเทศจีนมีส่วนแบ่งถึง 26% จากตลาดโลกรองลงมาคือยุโรป ในขณะที่การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ทำให้ยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศจีนชะลอตัวในปี 2020 โดยเพิ่มขึ้นเพียง 3% แต่ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐที่ลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า 100% ลดลง 20% จากระดับปีที่แล้วหรือประมาณ 17,000 บาทต่อคัน

คาดการณ์กันว่าตัวเลขการเติบโตแบบสองหลักจะกลับมาในปี 2021และคาดว่าในปี 2025 ปริมาณการผลิต รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีนจะสูงถึง 4.8 ล้านคัน โดยครองส่วนแบ่งตลาด 17%

โรงงานผลิตรถยนต์ Tesla ในจีน

ญี่ปุ่นมาช้าดีกว่าไม่มา

โตโยต้า พรีอุส” นั้นเป็นรถไฮบริดรุ่นแรกของโลกที่โตโยต้าประสบความสำเร็จในตลาดโลก แต่น่าเสียดายที่ญี่ปุ่นยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับรถพลังไฟฟ้า 100% อย่างเต็มที่ ถึงแม้นิสสันจะพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและสามารถจำหน่าย Nissan Leaf ได้จำนวนหนึ่ง แต่ตลาดรถไฟฟ้าในประเทศของญี่ปุ่นกลับเติบโตช้า ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากคนญี่ปุ่นนิยมรถเล็ก ทำให้ขนาดพื้นที่ของแบตเตอรี่ก็เล็ก ทำให้ความจุไม่มากจึงต้องการสถานีชาร์จที่มากกว่าเดิม

Prius PHV

และถ้ามีรถยนต์ไฟฟ้าก็ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สุดท้ายอาจต้องกลับไปมอง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งเป็นแผลฝังใจชาวญี่ปุ่น ทำให้โตโยต้าจึงยังมุ่งพัฒนาพลังงานไฮโดรเจนต่อไป

แต่ล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้อนุมัติกองทุน Green Growth Plan ที่ให้เงินสนับสนุน R&D 2 ล้านล้านเยน (ประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์) สำหรับการลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และลดต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ให้เหลือ 10,000 เยน / กิโลวัตต์ชั่วโมง (96 ดอลลาร์) หรือน้อยกว่าภายในปี 2573 เพื่อให้ญี่ปุ่นไม่ตกขบวนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากแผนที่โลก

รถยนต์ไฟฟ้าเมืองไทย ตลาดขาขึ้น ที่รอผู้กล้า

MG กำลังชาร์จไฟ

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ในประเทศไทยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะเติบโต 69% จากปีก่อน ส่วนอีก 10 ปีข้างหน้า คาดว่า ครึ่งหนึ่งของรถบนถนนในเมืองไทยจะเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้า

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ตลาดรวมรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (ไฮบริด HEV ปลั๊กอินไฮบริดหรือ PHEV และรถยนต์ไฟฟ้า 100% BEV) ในปี 2563 มีตัวเลขยอดจดทะเบียนทั้งสิ้น 30,705 คัน เติบโต 12.8% คิดเป็นสัดส่วน 3.9 ของยอดขาย

แต่ในปี 2564 คาดการณ์ว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าจะอยู่ที่ 52,000–55,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ 69-79% แบ่งเป็นยอดขายรถยนต์กลุ่ม HEV และ PHEV ที่ 48,000-50,000 คัน และรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV ที่ 4,000-5,000 คัน

เหตุผลที่ยอดขายเพิ่มขึ้นจำนวนมากมาจากการอุดหนุนด้านภาษีจากภาครัฐ โดยกรมสรรพสามิตมีการลดอัตราภาษีสำหรับรถยนต์อีวีเป็น 0% จากปกติที่มีอัตราจัดเก็บที่ 2% การเพิ่มขึ้นของสถานีชาร์จไฟฟ้า รวมถึงการทำราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทของรถยนต์ไฟฟ้า 100% ทำให้ผู้บริโภคสามารถครอบครองได้ง่ายขึ้น

ใครไม่มาจีนมา

ในขณะที่ค่ายรถจากยุโรป และญี่ปุ่นยังจดๆ จ้องๆ กับตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% BEV ในประเทศไทยที่มียอดนำเข้าอยู่เพียงหลักสิบ และยังสนุกกับการขายรถยนต์ไฮบริดกันอยู่

MG ZS EV

แต่จู่ๆ MG แบรนด์รถยนต์จากประเทศจีนก็สวมหัวใจเสือกินดีหมี ประกาศนำเข้า MG ZS EV รถยนต์ SUV ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% เข้ามาจำหน่าย แถมดันราคาเปิดตัวต่ำกว่าหนึ่งล้านบาท โดยเคลมว่าตามสเปคสามารถใช้งานได้ 337 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

เหตุการณ์นี้ได้สร้างปรากฏการณ์รถไฟฟ้าขึ้นในเมืองไทยโดยมียอดขายสะสมกว่า 2000 คัน นั่นทำให้หลายค่ายเริ่มหันมามองตลาดตรงนี้ อาทิ Nissan ที่เปิดตัว KICKS e-POWER ซึ่งถึงแม้จะใช้พลังไฟฟ้า 100% ในการขับเคลื่อนแต่ก็แอบยังมีเครื่องยนต์พ่วงไว้ปั่นไฟด้วยเผื่อเหนียว

Ora good cat

และเร็ว นี้ ค่ายรถยนต์น้องใหม่จากจีนด้วยกันเอง อย่าง Great Wall Motor ก็ขอร่วมวงชิงส่วนแบ่งเค้กก้อนนี้ด้วยนั่นคือ ORA Good Cat รถ Hatchback พลังงานไฟฟ้ารูปทรงน่ารักที่มีระบบ Fast Charge ชาร์จไวแค่ 30 นาที และมีระยะวิ่งที่ไกลถึง 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ในราคาต่ำกว่าล้านเช่นกัน

MG เองก็ไม่ยอมตกเป็นรองง่ายๆ ปลายปีที่ผ่านมาจึงเปิดตัวโปรดักซ์ใหม่ MG EP รถซีดานแบบสเตชั่นแวก้อน ที่ใช้แบตเตอรี่ความจุขนาด 50.3 kWh ทำให้วิ่งได้ไกลถึง 380 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง และมีมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 163 แรงม้า โดยมีราคาค่าตัวแค่ 9.88 แสนบาทเท่านั้น

รถสปอร์ตพลังไฟฟ้า มาเงียบๆ แต่แรง

ยังมีรถอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ในเมืองไทย คือกลุ่มที่ชื่นชอบในความแรงของรถยนต์พลังไฟฟ้า ที่มีกำลังและแรงบิดสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันในระดับราคาเดียวกัน

ทำให้ยอดขายของผู้นำเข้าอิสระ และแบรนด์รถหรูต่างๆ ค่อยๆ มีรถสปอร์ตพลังไฟฟ้าแทรกมาเป็นยาดำ โดยเฉพาะ Tesla Model 3 ที่นำเข้ามาจำหน่ายในระดับราคา 2-4 ล้านบาท เริ่มวิ่งให้เห็นกันมาขึ้นบนถนน เนื่องมาจากคนเห็นสมรรถนะจากผลการทดสอบในโซเชียลมีเดียว่าสามารถทำอัตราเร่งได้ไม่แพ้ซุปเปอร์คาร์คันละสิบล้านบาท

ล่าสุด ทั้งปอร์เช่ ประเทศไทย และออดี้ ก็ได้มีการนำเข้ารถสปอร์ตไฟฟ้า 100% เข้ามาจำหน่ายด้วยเช่นกันในรุ่น Porsche Taycan ที่มีกำลังสูงสุด 408 ถึง 761 แรงม้าและ Audi e-tron 598 แรงม้า ที่ทั้งสองคันทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในระดับ 3 วินาทีพอๆกัน

และคาดว่าในปีหน้าสงครามความแรงจะระอุขึ้นอีกถ้า BMW จะเปิดตัว BMW i4 สปอร์ตซีดานพลังไฟฟ้า ที่เคลมว่าแรงม้าและแร้งบิดพอๆ กับ M4 หรือ Mercedes-Benz จะหันมาประกอบ EQA SUV พลังไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายในเมืองไทย

รถสปอร์ตไฟฟ้าของค่าย Audi กำลังชาร์จแบต Porsche Taycan EV

10 รถยนต์ไฟฟ้า 2021 มาแน่

1.Mercedes-Benz EQV

MPV รถตู้สุดหรูวิ่งได้ไกล 340 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ในราคาเริ่มต้นเพียง 3 ล้านบาท (ไม่รวมภาษี)

Mercedes-Benz EQV

2.Lexus UX300e

รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของเล็กซัสที่สร้างแพลตฟอร์ม UX ครอสโอเวอร์ยอดนิยม ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนที่ล้อหน้าพละกำลัง 201 แรงม้า จากแบตเตอรี่ 54.3kWh แล่นได้ไกล 313 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.5 วินาทีแตั้งราคาขายที่ 1.9 ล้านบาท (ไม่รวมภาษี)

Lexus UX300e

3.Rivian R1T

กระบะพลังไฟฟ้าที่เรียกเสียงฮือฮาในงานมอเตอร์โชว์ที่ลอสแองเจลิสปี 2018 ที่พกแรงม้ามาถึง 754 ตัว และทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในต่ำกว่าสามวินาที แรงกว่าซุปเปอร์คาร์หลายคัน ปีนี้ได้ฤกษ์วางจำหน่ายเสียที ไม่งั้นผู้ถือหุ้นหนีหมดแน่นอน

Rivian R1T

4.Volkswagen ID 4

มีกำหนดจะวางจำหน่ายในยุโรปจีนและสหรัฐอเมริกาในปีนี้สำหรับ ID 4 รถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกคันแรกของ Volkswagen รถครอสโอเวอร์แฮทช์แบ็กใช้แพลตฟอร์ม MEB แบบเดียวกับ ID 3 และจะจำหน่ายทั้งในระบบขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อนสี่ล้อ

ในอังกฤษทำราคาเริ่มต้นที่ 1.6 ล้านบาท (ไม่รวมภาษี) สำหรับรุ่น First Edition ที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนล้อหลังเท่านั้นและแบตเตอรี่ 77kWh มีระยะทาง 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียวแต่ทำอัตราเร่ง0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 8.2 วินาที  ความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Volkswagen ID 4

5.Lotus Evija

ไฮเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าที่มีราคาคันละ 87 ล้านบาท ด้วยพละกำลังจากมอเตอร์ 4 ตัว 2,000 แรงม้าทำอัตราเร่งทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงต่ำกว่าสามวินาที ทำ 0-300 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาต่ำกว่า 9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 320 กิโลเมตร/ชั่วโมง สามารถขับเคลื่อนได้ไกลสูงสุด 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเมื่อใช้ระบบควิกชาร์จจะใช้เวลาเพียง 20 นาทีก็เต็มความจุ เป็นคู่ปรับของ Bugatti Chiron และ Pininfarina Battista

Lotus Evija

6.Nissan Ariya

เดินทางอย่างมีอาริยะ กับ Ariya รถยนต์ไฟฟ้าเอสยูวีใหม่จากนิสสัน ที่มีระยะการเดินทางต่อการชาร์จหนึ่งครั้งไกลถึง 500 กิโลเมตร และเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.1 วินาทีเท่านั้น

Nissan Ariya

7.Tesla Model S Plaid

Elon Musk สัญญาไว้นานแล้วว่า Model S Plaid จะเข้าสู่การผลิตในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 และท้าทาย Taycan Turbo S ของ Porsche จะใช้มอเตอร์สามตัวในการผลิตประมาณ 1100 แรงม้า  และสามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้อยกว่า 2.0 วินาที คาดว่าความเร็วสูงสุดจะอยู่ที่ 360 กิดลเมตรต่อชั่วโมงโดย Tesla อ้างว่าจะเป็นรถโปรดักชั่นที่ทรงพลังและเร่งความเร็วที่สุดในโลก Plaid จะได้รับแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้นทำให้สามารถขับได้ไกลถึง 832 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ขณะนี้การสั่งซื้อล่วงหน้ากำลังได้รับการยอมรับโดยราคาในสหราชอาณาจักรเริ่มต้นที่ 5.6 ล้านบาทและคาดว่าจะส่งมอบก่อนสิ้นปี 2564

Tesla Model S Plaid

8.BMW iX

เรือธงด้านเทคโนโลยี EV ของ BMW คาดว่าจะมีการส่งมอบในปลายปี 2564 โดดเด่นด้วยดีไซน์ ระบบอัจริยะช่วยการขับขี่ มีพละกำลัง 500 แรงม้า จากมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวที่ขับเคลื่อนทั้งสี่ล้อ  ขับได้ไกลถึง 600 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

BMW iX

9.GMC Hummer EV

คาดว่าจะเข้าสู่การผลิตในเดือนสุดท้ายของปี 2564 ปิคอัพไฟฟ้าตัวหนาของ GMC พร้อมที่จะคืนชีพแบรนด์ Hummer ในสหรัฐอเมริกา ด้วยพละกำลัง 986 แรงม้า และแรงบิด 11,500 นิวตันเมตรเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 3 วินาทีเท่านั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาไปขนอะไร

GMC Hummer EV

10.Hyundai Ioniq 5

Ioniq เป็นแบรนด์ลูกของฮุนไดสำหรับทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) โดยเฉพาะ Hyundai Ioniq 5 เป็นคอรสโอเวอร์ที่มีสองขุมพลังให้เลือกคือแบตเตอรี่ 58 กิโลวัตต์ชั่วโมงหรือ 72,6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ส่งกำลังให้มอเตอร์ไฟฟ้าคือกำลังขับ 225 กิโลวัตต์ชั่วโมง (301 แรงม้า) และแรงบิด 605 นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุด 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถเร่งความเร็วจาก
0 -100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 5,2 วินาที

แพลตฟอร์ม E-GMP ของ IONIQ 5 รองรับโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จทั้ง 400 V และ 800 V สามารถชาร์จจาก 0-80 เปอร์เซ็นต์ในเวลาเพียง 18 นาที และมีระยะทางขับขี่สูงสุดจะอยู่ที่ 470-480 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

Hyundai Ioniq 5

แบตเตอรี่และสถานีชาร์จไฟฟ้า หัวใจสำคัญของ EV

ในการสร้างรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สักคัน ต้นทุนการผลิตที่แพงที่สุดตอนนี้อยู่ที่ชุดแบตเตอรี่ ตัวอย่างเช่น ต้นทุนแบตเตอรี่ในรถ EV เมื่อปี 2015 เท่ากับ 57% ของต้นทุนการผลิตรถ  แต่ในปี 2019 นั้น ราคาแบตเตอรี่ลดลงเหลือ 33% หรือปัจจุบัน Tesla model 3 มีต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่อยู่ที่ 25% ของราคารถ และสำนักข่าว Bloomberg ได้ประเมินว่าต้นทุนการผลิตรถไฟฟ้าหรือรถ EV จะเท่ากับต้นทุนการผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องสันดาปภายใน ภายในปี 2022 นี้แล้ว โดยมาตรฐานใหม่ของรถยนต์ไฟ้า 100% จะสามารถวิ่งได้ระยะทาง 400-500 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง หรือใกล้เคียงกับการเติมน้ำมันเต็มถังหนึ่งถัง

ภาพแสดงการทำงานของระบบ Audi e-tron GT quattro ภาพแสดงแบตเตอรี่ไฟฟ้าของ Audi e-tron GT quattro

โรงงานผลิตรถยนต์

สำหรับในเมืองไทยเอง ในปี 2560 ภาครัฐมีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ไฮเทคที่ จ.ฉะเชิงเทรา และมีกลุ่มผู้ลงทุนที่สนใจพัฒนา ระบบกักเก็บพลังงานด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ Li-Ion แล้วถึง 5 บริษัท ได้แก่บมจ. พลังงานบริสุทธิ์ บมจ. บางจากปิโตรเลียบจก. เบต้า เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่นกลุ่มปตท. และ เอ็นเซิร์ฟ กรุ๊ป ภายใต้ชื่อโครงการ Charge Now การกระจายตัวที่ทั่วถึงและเพียงพอของสถานีชาร์จไฟฟ้า เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสูงกว่ารถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด

แบตเตอรี่ไฟฟาของ BMW

Mercedes Benz Car และพันธมิตรในไทย คือ ธนบุรีประกอบรถยนต์ นั้นได้ลงทุนกว่า 100 ล้านยูโรในการสร้างโรงงานแบตเตอรี่เพื่อการประกอบรถไฟฟ้าในประเทศ ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ก็เดินหน้าเปิดตัวโรงงานประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงในประเทศอย่างเป็นทางการ ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 2 อำเภอศรีราชา

นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชนอีกสองรายที่ก้าวเข้ามาทำตลาดนี้ คือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)หรือ EA ที่ใช้เงินลงทุนเฟสแรกประมาณ 4,700 ล้านบาทสร้างโรงงานแบตเตอรี่ ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ด้วยเป้ากำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่จับมือกับ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) ซึ่งเป็นบริษัทลูก เตรียมพัฒนาแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแบบใหม่ด้วยเทคโนโลยีเซมิ-โซลิด (Semi-Solid) ด้วยเช่นกัน

E Anywhere

สถานีชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้าของ EA Anywhere

สถานีชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้าของ Ionity

สถานีชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้า MEA

สถานีชาร์จไฟฟ้านั้นเป็นอีกหนึ่งของอินฟราสตรัคเจอร์ที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าหยั่งรากในประเทศไทย เพราะเปรียบได้กับปั๊มน้ำมันของรถใช้เครื่องยนต์ ปัจจุบัน เรามีสถานีชาร์จไฟฟ้าหลายร้อยจุดในประเทศ แต่ก็ยังถือว่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับปริมาณรถที่กำลังเพิ่มขึ้น

การไฟฟ้านครหลวงหรือ MEA บ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA Anywhere ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่รุกเข้ามาทำสถานีชาร์จ ประกาศว่าจะลงทุนสร้างสถานีจชาร์จไฟ 1,000 แห่งให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ นอกจากนี้ก็ยังมี การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหรือ EGAT และ ปตท.ที่กำลังเร่งขยายสถานีชาร์จให้มากขึ้น

ส่วนภาคเอกชนรายอื่นที่ลุงทุนกํนไปแล้ว อาทิ   ChargeNow ที่ร่วม บีเอ็มดับเบิลยู สร้างจุดชาร์จไฟฟ้าถึง 50 จุดกระจายทั่วกรุงเทพฯ ตามห้างสรรพสินค้า และโรงแรมห้าดาว

บริษัท เอ็มจี มอเตอร์ หลังจากนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาจำหน่ายแล้ว ก็ยังได้เตรียมสร้าง MG SUPER CHARGE สถานีชาร์จที่โชว์รูมเอ็มจีทั่วประเทศไปแล้วกว่า 108 แห่ง และพร้อมจับมือกับพันธมิตรอย่างเซเว่นอิเลฟเว่นเพิ่มสถานีชาร์จให้ครบ 500 แห่งภายในปีนี้

สถานีชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้า Charge now station สถานีชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้าของ MG

ล่าสุด EVLOMO บริษัทชั้นนำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกา ได้เข้ามาลงทุนในตลาดนี้โดยร่วมกับ PTTOR เพื่อสร้างสถานีชาร์จตามสถานีบริการน้ำมันกว่า 2,290 สาขาของ ปตท. ในอนาคต

Car Sharing แชร์กันใช้ประหยัดกว่า

Fomn one

สถานีชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้า

เทรนด์ที่กำลังเป็นที่นิยมในเมืองใหญ่ของยุโรปคือ Car Sharing ที่ให้บริการรถเช่าขับขี่ในเมือง โดยจะมีจุดรับส่งรถอยู่ตามสถานที่สำคัญต่างๆ ซึ่งผู้ใช้รถเพียงแค่สมัครสมาชิก และมีแอพพลิเคชั่นของผู้ให้บริการบนสมาร์ทโฟน เพื่อตรวจสอบจำนวนรถ ณ จุดบริการ การใช้งานก็จะคิดค่าบริการตามระยะทางคล้ายแท็กซี่ ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเงินก้อนใหญ่ซื้อรถ ตัดปัญหาเรื่องค่าซ่อมบำรุง และรถปริมาณรถยนต์ในเมือง มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าแท็กซี่ ซึ่งวันนี้ในเมืองไทยได้มีผู้ให้บริการคาร์แชร์ริ่งเกิดขึ้นแล้วนั่นคือ  Haupcar บริการเช่าและปลดล็อครถ ผ่านแอปฯบนมือถือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่นอกจากจะมีรถซิตี้คาร์หลายรุ่นให้บริการแลล้วยังมีรถยนต์ไฟฟ้า​​​Fomm One ให้บริการโดยมีราคาเริ่มต้นเพียง 69 บาท/ชั่วโมง

ธุรกิจรถบรรทุกพลังไฟฟ้าไร้คนขับ อาจจะมาเร็วกว่าที่คิด

รถบรรทุกไฟฟ้า

นอกจากรถยนต์พลังไฟฟ้าแล้ว อีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจคือ “รถบรรทุกไร้คนขับ” (Self-driving truck) ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ต่างกำลังมุ่งมั่นพัฒนาให้สามารถใช้งานได้จริง โดยมีการทดลองวิ่งในหลายประเทศ

รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าจะเข้ามาแก้ปัญหาเดิมของเครื่องยนต์ที่ต้องใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ๋เพื่อสร้างแรงบิดในการฉุดลาก ออกตัว หรือไต่เนิน ซึ่งรถบรรทุกพลังไฟฟ้าจะมีแรงบิดที่สูงตั้งแต่มอเตอร์เริ่มทำงาน ช่วยให้ประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยไอเสียในเมือง นอกจากนี้ยังแก้ไขปัญหา ที่พนักงานขับรถทางไกลจะถูกบังคับให้จอดพักทำงานตามกฎระเบียบความปลอดภัย

ในอนาคตหลายบริษัทคิดไปถึงขบวนรถบรรทุกอัตโนมัติ (Truck Platooning System) ที่แล่นต่อกันเป็นขบวนขนส่งด้วยเลนพิเศษด้วยซ้ำ โโยรถเหล่านี้จะแยกตัวออกไปตามจุดหมายปลายทางของงแต่ละคัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในกรณีที่ขนส่งทางราง แล้วต้องย้ายของใส่รถบรรทุกเพื่อกระจายสินค้าอีกที ควบคุมจากคนขับรถนำขบวนได้ตลอดเวลาที่ต้องการ ทำให้ขบวนรถบรรทุก

Truck Platooning System

ขบวนรถเหล่านี้จะสื่อสารกับคันอื่นด้วย Wi-Fi ส่งข้อมูลจากกล้องและเรดาร์ซึ่งพบว่าสามารถ ตอบสนองเหตุการณ์ฉุกเฉินได้เร็วกว่าการใช้คนขับถึง 25 เท่า สามารถเบรกได้จากระบบเซนเซอร์ ก่อนที่คนขับรถนำขบวนจะเหยียบเบรคจริง และการวิ่งตามกันยังช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย