อัปเดตเทคโนโลยียานยนต์โลกฉบับเดือนกรกฎาคม 2564

Home / Cars / อัปเดตเทคโนโลยียานยนต์โลกฉบับเดือนกรกฎาคม 2564
เวลาเปลี่ยนไปหลาย ๆ สิ่งก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน แต่ก็มีทั้งที่เปลี่ยนไปในแง่ที่ดีขึ้นและก็ในแง่ที่แย่ลง แต่กับเทคโนโลยียานยนต์แล้วนั้นการเปลี่ยนแปลงดูจะเป็นเรื่องที่รุดหน้าเอามาก ๆ จนแทบตามกันไม่ทัน ในปัจจุบันเราคงจะเห็นยานยนต์ที่มีดีไซน์การออกแบบที่ล้ำยุคมากขึ้น รวมไปถึงฟังก์ชันการทำงานที่อำนวยความสะดวกในการขับขี่มากกว่าเมื่อก่อน ฉะนั้นแล้ว…

เวลาเปลี่ยนไปหลาย ๆ สิ่งก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน แต่ก็มีทั้งที่เปลี่ยนไปในแง่ที่ดีขึ้นและก็ในแง่ที่แย่ลง แต่กับเทคโนโลยียานยนต์แล้วนั้นการเปลี่ยนแปลงดูจะเป็นเรื่องที่รุดหน้าเอามาก ๆ จนแทบตามกันไม่ทัน ในปัจจุบันเราคงจะเห็นยานยนต์ที่มีดีไซน์การออกแบบที่ล้ำยุคมากขึ้น รวมไปถึงฟังก์ชันการทำงานที่อำนวยความสะดวกในการขับขี่มากกว่าเมื่อก่อน ฉะนั้นแล้ว ในอนาคตอีกไม่นานเกินรอเราคงจะได้เห็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยียานยนต์ที่จะออกมาโลดแล่นบนท้องถนนอย่างแน่นอน

และวันนี้ Motto RAKA ก็จะขอพาไปอัปเดตกับเทคโนโลยียานยนต์โลกฉบับเดือนกรกฎาคม 2564 ว่าจะมีเทคโนโลยีอะไรให้เราได้ตื่นตาตื่นใจกันบ้าง

1. แบรนด์รถยนต์ “Polestar” กับการตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศ

Polestar รถยนต์นอกกับเทคโนโลยีใหม่

หลายคนอาจจะไม่คุ้นชินกับชื่อ Polestar เท่าไหร่นัก แต่ถ้าจะอธิบายง่าย ๆ Polestar คือไลน์การผลิตรถยนต์สุดหรูจาก Volvo ที่มีกลุ่มทุนจากประเทศจีนเข้ามาซื้อกิจการ ซึ่งหลัก ๆ จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง โดย Polestar ได้มีการเปิดตัวรถยนต์ของตัวเองออกมาแล้วสองรุ่น ได้แก่ Polestar 1 และ Polestar 2

แต่ตอนนี้ ทาง Polestar กำลังตั้งเป้าหมายสำคัญไว้อย่างหนึ่ง นั่นคือโครงการพัฒนา Polestar 0 และกระบวนการผลิตต่าง ๆ ที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ (CO2e) เป็นเวลาต่อจากนี้อีก 9 ปีนับจากวันที่ประกาศโครงการออกมา โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายของ Polestar ในการบรรลุความเป็นกลางต่อสภาพภูมิอากาศภายในปี 2040 และจะเริ่มดำเนินการประเมินวงจรชีวิต ของยานพาหนะใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะเริ่มต้นที่รถยนต์รุ่น Polestar 2 ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2019

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Polestar 2 ที่ผ่านมาซึ่งยอดขายได้เพียง 8,700 คันในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 ทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 26.2 ตัน แต่ในขณะที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินนั้นปล่อยได้เพียง 16.1 ตันเท่านั้น ดังนั้นในขั้นตอนต่อไปก็คือการทำให้สิ่งเหล่านี้ลดลงเหลือเท่ากับศูนย์สำหรับ Polestar 0

ภาพคอนเซปท์ Polestar 0

แบตเตอรี่ไฟฟ้ากับการปลดปล่อยมลพิษจำนวนมาก

การปล่อยมลพิษที่สูงขึ้นในการผลิตรถยนต์ EV นั้น ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการผลิตแพลตฟอร์มเหล็ก และอลูมิเนียมที่ใช้สำหรับเป็นที่ตั้งของแบตเตอรี่หนักและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน โดยจะมีโลหะจำพวกโคบอลต์และนิกเกิล ซึ่งการได้มานั้นจำเป็นจะต้องผ่านการขุดและทำให้บริสุทธิ์ ซึ่งวิธีการสกัดวัตถุดิบและการแปรรูปของทั้งหมดนี้ถือเป็นผู้ร้ายอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การปล่อยมลพิษตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ไฟฟ้านั้น จะขึ้นอยู่กับส่วนผสมของพลังงานในพื้นที่ที่มีการชาร์จและปริมาณพลังงานที่ถูกปล่อยออกมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ดังนั้นโครงการ Polestar 0 จึงมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยมลพิษที่เกิดจากแหล่งกำเนิดแบบ Cradle to Gate ซึ่งหมายถึงตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบจนถึงเวลาที่รถยนต์ผลิตเสร็จและออกจากโรงงาน

Polestar กับการตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศ

การรีไซเคิลโลหะจากเศษซากรถยนต์

การประเมินวัฏจักรชีวิตของ Polestar 2 ที่ได้รับการเผยแพร่ทางออนไลน์นั้น กำลังจะถูกนำมาใช้โดยแผนก R&D ของบริษัทเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญให้กับรุ่น Polestar 0 เพื่อช่วยในการจัดการขั้นตอนการผลิตรถยนต์ที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง ยิ่งไปกว่านั้น จากการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดให้เป็นแบบพลังงานหมุนเวียนแล้ว Polestar จะสามารถลดจำนวนและปริมาณของวัตถุดิบที่ใช้ใน Polestar 0 ได้อีกด้วย

ซึ่งทางทีมงานยังคงมองหาวัสดุที่จะสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น อลูมิเนียมจากเศษซากรถยนต์ Polestar ได้ผนึกกำลังร่วมมือกับบริษัทบล็อคเชนจากประเทศอังกฤษที่ชื่อว่า Circulor เพื่อช่วยในเรื่องของตรวจสอบการปล่อยมลพิษที่เกิดจากห่วงโซ่อุปทานของส่วนประกอบที่เป็นโลหะ โดยเทคโนโลยีของทาง Circulor นั้น จะมีหลักการทำงานโดยสร้างการนำเสนอแบบดิจิทัลของวัสดุที่เป็นปัญหา หรือที่เรียกว่าดิจิทัลแฝด ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นคู่กันแบบเรียลไทม์ เพื่อให้สามารถติดตามจากจุดเริ่มต้นของการเดินทางตั้งแต่เหมืองไปยังโรงงานได้ ทั้งนี้ ทุกขั้นตอนการขนส่งหรือการปรับแต่งทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ในบล็อกเชน ซึ่งตัวข้อมูลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข ดังนั้น จึงสามารถใช้เพื่อให้ซัพพลายเออร์รับผิดชอบได้

การใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ร่วมกับวัสดุชีวภาพ

แผนก R&D ของทาง Polestar กำลังทำการค้นคว้าวัสดุและกระบวนการใหม่ ๆ ตลอดจนทีมออกแบบก็กำลังมองหาแนวทางการดึงคาร์บอนออกจากวัสดุพื้นผิวเพื่อที่จะนำไปใช้ใน Polestar 0 โดยทางทีมงานกำลังจัดลำดับความสำคัญของวัสดุที่มีความสามารถในการรีไซเคิลในระดับสูง ยกตัวอย่างเช่น Econyl ที่เป็นไนลอนแบบใหม่ผลิตมาจากขยะพลาสติก ซึ่งสามารถปล่อยมลพิษในการผลิต ได้น้อยกว่าไนลอนบริสุทธิ์ถึง 50%

นอกจากนี้ ยังได้ทำการศึกษาในส่วนของแผ่นคอมโพสิตเส้นใยแฟลกซ์ที่ผลิตขึ้นโดยบริษัท Bcomp จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยแผ่นคอมโพสิตเส้นใยแฟลกซ์ สามารถให้คุณสมบัติของความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา เมื่อเทียบกับคาร์บอนไฟเบอร์ แต่มีจุดเด่นที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

การใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ร่วมกับวัสดุชีวภาพในรถยนต์


การชดเชยสำหรับมลพิษที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

จากการที่ Polestar ได้ตั้งเป้าจะลดการปล่อยมลพิษจากในกระบวนการผลิต Polestar 0 ทั้งหมด แต่ก็ได้เตรียมวางแผนในการชดเชยเพื่อครอบคลุมช่องโหว่ที่อาจจะเกิดขึ้นสำหรับมลพิษที่หลงเหลืออยู่

ทางผู้ผลิตคาดหวังว่าเทคโนโลยีดักจับในอากาศแบบโดยตรง (DAC) ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีของทางบริษัท Climeworks จะได้รับการพัฒนาและทำให้มีราคาที่ไม่แพงมากนัก ซึ่งจะทำให้ Polestar ติดตามและเพื่อชดเชยจากการปล่อยมลพิษที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไปสู่ชั้นบรรยากาศ อย่างไรก็ตาม บริษัทก็จะหาวิธีการชดเชยที่ถาวรและเชื่อถือได้มากกว่าการปลูกป่า ซึ่งถือเป็นรูปแบบการกักเก็บที่ปลอดภัยน้อยกว่า

Polestar 0 Project ยานยนต์ในอนาคต


2. สรรค์สร้างทัศนียภาพของเสียงแบบใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

Pentagram ได้จับมือกับ Yuri Suzuki ทำการพัฒนาระบบทัศนียภาพของเสียงแบบใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีการคาดหวังว่าจะสามารถนำมาแทนที่เสียงอันซ้ำซากจำเจและน่ารำคาญที่เกิดกับรถยนต์ทั่ว ๆ ไป 

โครงการวิจัยทัศนียภาพของเสียงหรือที่เรียกว่า Soundscape นั้น จะประกอบไปด้วยเสียงฮัมของเครื่องยนต์เทียมรุ่นใหม่สองตัวที่จะเปลี่ยนระดับเสียงได้โดยขึ้นอยู่กับความเร็วของรถ เช่นเดียวกับเสียงภายในรถยนต์ ที่จะเริ่มตั้งแต่การสตาร์ทเครื่องยนต์ ทางผู้พัฒนาได้กล่าวว่าสิ่งเหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยนได้และเปลี่ยนแปลงตามสถานที่, เวลา และกิจกรรม สามารถสร้างประสบการณ์ที่จะชวนให้นึกถึงวิดีโอเกม ซึ่งการกระทำต่าง ๆ ก็ทำให้เกิดผลตอบรับจากการได้ยินที่ต่างกันออกไป


Soundscape ในรถยนต์


จุดมุ่งหมายของการพัฒนาก็คือการทำให้การขับขี่นั้นมีอารมณ์ที่สนุกสนานมากขึ้น ในขณะที่ทำให้คนภายนอกที่เดินเท้านั้นได้ยินเสียงยานพาหนะไฟฟ้าที่เงียบ อย่างไรก็ตาม ในการวิจัยพบว่ารถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะชนคนเดินเท้ามากกว่ารถยนต์ทั่วไปประมาณ 40% ซึ่งเสียงที่คุ้นเคยของเครื่องยนต์สันดาปจะช่วยเตือนคนที่สัญจรไปมา ด้วยเหตุนี้เอง ทางผู้ผลิตยจึงต้องติดตั้งระบบเสียงอะคูสติกให้ตัวกับรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้ได้ยินเสียงง่ายขึ้น

Yuri Suzuki จึงได้เสนอเสียงของเครื่องยนต์เทียมสองแบบเพื่อเติมเต็มฟังก์ชันนี้ โดยอย่างแรกก็คือ เพิ่มความ Skeuomorphic ให้มาก ซึ่งหมายถึงการพยายามที่จะจำลองเสียงก้องต่ำของเครื่องยนต์แบบดั้งเดิม ในขณะที่แบบอื่น ๆ นั้นมีความถี่ที่สูงกว่ามาก ความสามารถในการรับรู้ความเร็วของยานพาหนะด้วยระดับเสียงหรือความถี่นั้นมีประโยชน์ทั้งด้านความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนรายอื่นและสำหรับผู้ขับขี่เอง และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดมลพิษทางเสียง Yuri Suzuki ได้หลีกเลี่ยงที่จะทำการเปลี่ยนแปลงระดับเสียงที่สั่นสะเทือน 

Skeuomorphic ในรถยนต์


สำหรับเสียงในรถยนต์นั้นจะประกอบเข้ากับตัวแปรต่าง ๆ ทั้งหมดสามตัว ได้แก่ ช่วงเวลาของวัน, ข้อมูล GPS และการนำทางด้วยดาวเทียมเกี่ยวกับตำแหน่งของรถ รวมถึงข้อมูลตามที่ได้รับการบันทึกจากนิสัยของผู้ขับขี่ 

Yuri Suzuki กล่าวว่าเขาจะออกแบบให้หลีกหนีจากเสียงที่ซ้ำซากจำเจ และน่ารำคาญที่เราทุกคนคุ้นเคยในรถยนต์ ยกตัวอย่างเช่น เสียงถอยหลังที่มีระดับเสียงที่สูง โดยการมีเสียงที่เปลี่ยนแปลงได้ภายในรถยนต์นั้นจะช่วยให้ผู้ใช้มีประสบการณ์การขับขี่ในเชิงบวกมากขึ้นเช่นกัน ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งรู้สึกมีความสำคัญและสร้างความผูกพันระหว่างรถยนต์และผู้ใช้เมื่อเวลาผ่านไป

ทั้งนี้ รถยนต์ไฟฟ้า iX รุ่นใหม่ของ BMW ก็ได้นักประพันธ์ดนตรีชื่อดังดีกรีรางวัลออสการ์อย่าง Hans Zimmer มาช่วยปรุงแต่งเสียงผสมผสานเสียงธรรมชาติ ที่เกิดจากลมพัดผ่านตัวกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นดังกล่าวอีกด้วย

เทคโลยีเสียงในรถยนต์

3. Alpha Motor และ HEIMPLANET เปิดตัว WOLF+ Cloudbreak รถกระบะบรรทุกไฟฟ้า ที่มาพร้อมกับเต็นต์แบบโค้ง

Alpha Motor Corporation ร่วมมือกับ HEIMPLANET ในการเปิดตัว WOLF+ Cloudbreak รถกระบะบรรทุกไฟฟ้ารุ่นพิเศษ ที่ได้รับการออกแบบเพื่อรวมเอาโครงสร้างเชิงพื้นที่ต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน สร้างแนวทางของการเคลื่อนย้ายแบบใหม่อย่างสมบูรณ์ และเปิดโลกแห่งการผจญภัยกลางแจ้ง รถยนต์มาพร้อมกับสีพิเศษที่เรียกว่า สีขาวคาร์เมล ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหินทรายที่มีชื่อเสียงของหาดคาร์เมลในรัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา

Alpha Motor WOLF+ Cloudbreak รถกระบะบรรทุกไฟฟ้า

Alpha Motor Corporation กับ HEIMPLANET ยังได้นำเสนอเต็นท์ WOLF+ Cloudbreak ที่มีฟังก์ชันการทำงานเพื่อการผ่อนคลาย ตัวเต็นต์มีจุดเชื่อมต่อแบบคู่ที่ด้านหลังซึ่งจะนำไปสู่ทางเข้าขนาดใหญ่ โดยวัสดุที่เป็นองค์ประกอบของเต็นต์จะเป็นวัสดุที่ทนทานต่อสภาพอากาศและมีคุณภาพสูง ยกตัวอย่างเช่น โพลีเอสเตอร์ที่มีความทนทานต่อการฉีกขาดได้สูง โดยทีมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนี้ได้ออกแบบผลงานดังกล่าว เพื่อสร้างประสบการณ์กิจกรรมกลางแจ้งที่ดียิ่งขึ้น 

Alpha Motor และ HEIMPLANET เปิดตัวรถยนต์จากอนาคต

Alpha Motor Corporation ได้กล่าวว่าการเดินทางของพวกเขามีพื้นฐานคือการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ตามแนวคิด ESG (environmental, social and governance) นั่นก็คือ สิ่งแวดล้อม, สังคม และธรรมาภิบาล ที่เป็นตัวจะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ นอกจากนี้ การ Upcycle ก็เป็นทางออกหนึ่งที่สำคัญ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นองค์ประกอบหลักของการ Upcycle จึงมุ่งมั่นที่จะค้นหาแนวทางที่ยั่งยืนซึ่งผู้คนสามารถสัมผัสได้อย่างแท้จริง

ภาพด้านบน WOLF+ Cloudbreak รถกระบะบรรทุกไฟฟ้า ภาพภายนอกด้านข้าง WOLF+ Cloudbreak รถกระบะบรรทุกไฟฟ้า ภาพด้านข้าง WOLF+ Cloudbreak รถกระบะบรรทุกไฟฟ้า สีดำ

เครดิตรูปภาพ: Dezeen, Designboom